Cr.Dungtrin

#Dungtrin #ดังตฤณ #คําครู #พุทธกาล

ถาม -- เราหยุดทุกกรรมร้ายได้ด้วยการเจริญสติใช่ไหมคะ? ช่วยตอบให้ดิฉันมีกำลังใจสู้วิบากร้ายให้หมดในชาตินี้

วิบากชั่วนั้นรอจังหวะเล่นงานเราหนักที่สุด

ตอนเราไม่พร้อมจะรับมือกับมันอย่างที่สุด ซึ่งนั่นก็คือ

ช่วงที่เราโลภที่สุด โกรธที่สุด และหลงที่สุด

ในพระไตรปิฎกบอกไว้ว่า

เมื่อวิบากดำให้ผล โมหะก็เข้าครอบ

แม้บัณฑิต..ก็ทำเรื่องโง่ได้

คนรอบคอบ..ก็ประมาทได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การเจริญสติอย่างสม่ำเสมอ

ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

คนเราเมื่อกระแสละโมบลดลง

ความเดือดเนื้อร้อนใจทางการเงินก็จะลดลงตาม

และคนเราเมื่อกระแสพยาบาทจางลง

ความเบียดเบียนจากคนร้ายก็จะจางลงตาม

ที่สำคัญ เมื่อคนเรามีหมอกมัวแห่งโมหะเบาบาง

ความเดือดเนื้อร้อนใจอันเกิดจาก

การตัดสินใจด้วยความเขลา ก็จะเบาบางตาม

กรรมที่ ‘พยายามลด’

ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น

ให้ผลเร็วทันตาทันใจ แทบไม่มีอะไรเกินหน้าได้

เมื่อรักษาศีลและทำสมาธิให้มากแล้ว

วิบากขาวจะเกิดขึ้นเร็ว

และสามารถ ‘ลัดคิวให้ผล’ แทรกแซงวิบากเก่า

รักษาเราให้อยู่สวัสดีปลอดภัย

สบายใจจากเรื่องรบกวนได้มากกว่าคนทั่วไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อย่างไรก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า

การเจริญสติปัฏฐาน ‘ไม่ใช่เพื่อแก้กรรม’

ไม่ใช่เพื่อทำลายเงามืดทั้งหลายทิ้งอย่างสนิท

ไม่ได้รับประกันว่า

จะทำให้เกิดสถานการณ์ดีๆกับเราทันตา

ไม่ได้รับประกันว่า

วิบากดำแต่หนหลังจะถูกปิดกั้นได้เด็ดขาด

ศีลและสมาธิที่เป็นไปตามแนวพุทธนั้น

ช่วยให้เราไม่เดือดร้อนเพราะ ‘กรรมดำใหม่ๆ’

กับทั้งทำให้มีจิตใจหนักแน่นพอจะ

‘ตั้งสติรับสถานการณ์’ กระทบกระทั่งต่างๆ

ไม่ปัดเป๋เซซวนง่ายเหมือนคนทั่วไปที่ขาดหลักยึดให้ตั้งมั่น

กรรมฐานอาจเลื่อนเวลาให้ผลกรรมดำได้

เพราะมีกรรมขาวมาแทรกแซง

แต่ไม่ใช่ลบล้างกัน เหมือนเอายางลบลบรอยดินสอ

กรรมดำอาจเข้าคิวให้ผลอยู่สุดกู่

แต่ถ้าสบช่องเมื่อไหร่ก็ให้ผลจนได้

แม้พระอรหันต์ ท่านก็ยังต้องเสวยวิบากเก่า

ที่เป็น ‘ทุกข์ทางกาย’ ได้อยู่

แต่พวกท่านจะไม่ ‘ทุกข์ทางใจ’ อีกแล้ว

ทำนองเดียวกับผู้เริ่มเจริญสติปัฏฐาน

แม้ว่าจะไม่อาจดับทุกข์ทางใจได้สนิทเหมือน

อย่างเหล่าพระอรหันต์

อย่างน้อยเมื่อเสวยทุกข์ทางกาย

ก็ไม่คร่ำครวญมากมายเหมือนแต่เก่าก่อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สรุปคือ ผลของการดำเนินชีวิตตามหลักสติปัฏฐานนั้น

ทำให้ทุกข์ทางใจลดลงอย่างแน่นอน

อานิสงส์ของการเจริญสติถูกทาง

อยู่เหนือทุกสิ่ง บุญทุกชนิด

ชาติเดียวก็หมดทุกข์หมดโศกได้ครับ

แม้วิบากร้าย..จะยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป!

ขอเป็นกำลังใจให้เพียรต่อบนวิถีทางอันประเสริฐนี้ครับ

3/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวและการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ฉันพบว่าการเจริญสติเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้ใจสงบและชัดเจนขึ้นในเวลาที่เกิดสถานการณ์ยากลำบากหรือเผชิญกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หลักคำสอนของดังตฤณที่กล่าวถึงว่าการเจริญสติช่วยผ่อนหนักเป็นเบาซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ได้เรียนรู้และสัมผัสจริง การลดความโลภ โกรธ หลงในจิตใจนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้ความเครียดลดลง แต่ยังสามารถสร้างพื้นที่ให้ความคิดในการตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้น การรักษาศีลและฝึกสมาธิเป็นพื้นฐานของการสร้างกรรมดีหรือกรรมขาว ซึ่งสามารถแทรกแซงและชะลอผลร้ายของกรรมเก่าได้จริง ถึงแม้จะไม่ได้ลบล้างทั้งหมดก็ตาม ฉันมักจะสังเกตได้ว่าเมื่อตั้งใจรักษาศีลข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ไม่พูดคำหยาบ หรือทำความดีเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะเพิ่มขึ้น ทำให้มีสติในขณะปฏิบัติและในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยและสบายใจมากขึ้น แม้ว่าวิบากร้ายเก่าจะยังทำงานอยู่ก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือการมีใจมั่นคงและไม่หวั่นไหวไปกับความทุกข์ทางกายที่อาจเกิดขึ้น คนที่เจริญสติและมีสมาธิจะสามารถเผชิญกับความเจ็บปวดหรือสถานการณ์ไม่ดีด้วยใจที่ไม่ตื่นตระหนกหรือวิตกมากเกินไป ซึ่งช่วยลดความทุกข์ทางใจได้อย่างชัดเจน ตามหลักคำสอน พระอรหันต์เองยังต้องเสวยวิบากเก่าทางกาย แต่พวกท่านไม่ทุกข์ทางใจอีกต่อไป นี่คือสิ่งที่ผู้ฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสามารถเข้าถึงได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น การเจริญสติไม่ใช่แค่การพยายามแก้กรรม แต่เป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจและเรียกคืนความสงบภายในใจ เพื่อรับมือกับวิบากร้ายอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ถูกครอบงำไปด้วยความโกรธ โลภ หลง ซึ่งสามารถช่วยให้ชีวิตมีความสงบสุขขึ้นจริงในชาตินี้ ฉันขอให้ทุกคนที่อ่านรู้สึกมีกำลังใจในการฝึกฝนและปฏิบัติธรรมบนวิถีทางอันประเสริฐนี้อย่างต่อเนื่อง