เรื่อง นางจิญจมาณวิกา ผู้กล่าวตู่
ในสมัยพุทธกาล ณ เมืองสาวัตถี มหาชนมากมายพากันหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ทำให้เวลานั้นพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เรืองรองดั่งแสงพระอาทิตย์ยามเช้า ต่างจากเหล่าอัญญเดียรถีเหล่าอื่นที่ว่างจากคุณงามความดี เป็นเหมือนแสงหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์อุทัย เหล่าอัญญเดียรถีย์อื่นเมื่อไม่ใด้ลาภสักการะ จึงเที่ยวประกาศไปในทาง สี่แพร่ง ห้าแพร่ง ในพระนครและนอกพระนครว่า พระสมณโคดมเท่านั้นหรือเป็นพระพุทธเจ้า แม้พวกเราทั้งหลายก็เป็นพระพุทธเจ้าเช่น ให้ทานแก่พระสมณโคดมเท่านั้นหรือมีผลมาก แม้ให้กับพวกเราก็มีผลมากเหมือนกัน แต่แม้ประกาศอยู่อย่างนี้ก็ไม่อาจทำให้มหาชนกลับมาเลื่อมใสในพวกตนใด้ อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นจึงประชุมกันในที่ลับว่า ด้วยกลอุบายอะไรหนอแล เราจะพึงทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของพระสมณโคดมนั้นใด้ ในที่นั้น มีนักบวชความคิดเสียบแหลมคนหนึ่งเสนอว่า ก็พวกเรามีสาวิกานางหนึ่ง มีรูปโฉมดั่งนางอัปสร นางนั้นจะช่วยเราใด้ ดังนี้ ในเวลาที่นางไปสู่สำนักของอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วใหว้อยู่ เหล่าอัญญเดียรถีย์ก็ทำเป็นนิ่งเสีย ไม่พูดกับนางนางจึงถามว่า ข้าแต่พระคุณท่าน โทษอะไรๆของดิฉันมีอยู่หรือ เหล่าอัญญเดียรถีย์กล่าวว่า ก็เจ้าไม่เห็นพระสมณโคดมหรือ นางตอบว่าไม่เห็น
พวกเขาจึงบอกเหตุผลทั้งหมดที่นิ่ง แล้วบอกให้นางไปทำลายลาภสักการะของพระบรมศาสดา นางจึงเริ่มแผน
คือ ในเวลาที่มหาชนเดินเข้าวัดพระเชตวันนางก็เดินออก ในเวลาที่มหาชนเดินออกจากพระเชตวันนางก็เดินเข้า ทำอย่างนี้อยู่นาน มหาชนเห็นแล้วสังสัยจึงถามว่า แม่นาง เจ้าพักอยู่ที่ใดหรือ นางตอบว่า ประโยชน์อะไรของท่านด้วยที่อยู่ของฉัน ทำอย่างนี้ทุกวันต่อมามีคนถามอีกนางก็ตอบว่า ไปนอนในพระคัณธกุฎี จนวันเวลาผ่านไป แปดเดือน นางใด้ใช้ไม้คางโค ทุบหลังมือและเท้าให้บวม เอาผ้าเก่าและท่อนไม้ผุมาพันไว้ที่ท้อง แสดงอาการเหมือนคนมีครรภ์ ในบ่ายวันนั้น พระตถาคตกำลังทรงประดับเพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทในธรรมสภา
นางจิญจมาณวิกาใด้เดินผ่าหมู่มหาชนเข้ามา พอมาถึงนางก็ชี้นิ้วด่าพระตถาคตว่า ท่านมหาสมณะ ท่านจะมัวเทศนาสั่งสอนผู้อื่นอยู่ทำไมเล่า บัดนี้หม่อมฉันท้องจวนจะคลอดแล้ว พระองค์ทรงรู้แต่จะอภิรมณ์อย่างเดียว ไม่ไปตัดฟืนต้มยา เมื่อไม่ทรงกระทำก็ควรจะบอกให้วิสาขามหาอุบาสิกาหรืออนาถบิณฑิกคหบดีคนใดคนหนึ่งทำ ในขณะเดียวกัน พระศาสดาทรงประทับนิ่งด้วยพระหทัยที่สงบเปี่ยมด้วยเมตตา ตรัสว่า ดูกรน้องหญิง คำอันเธอกล่าวแล้ว มีเพียงตถาคตและเธอเท่านั้นที่รู้ แล้วก็ทรงดุษณีภาพ คำตรัสนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งทำให้นางเล่าร้อนและขุ่นเคืองในอารมณ์เป็นอย่างมาก จึงด่าพระผู้มีพระภาคเป็นการใหญ่ ในเวลานั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะร้อนขึ้น ท้าวเธอคิดว่า จะต้องมีเหตุอะไรเป็นแน่จึงตรวจดู เห็นางจิญจมาณวิกากำลังยืนด่าพระตถาคตด้วยคำอันไม่จริง พระตถาคตก็ไม่ทรงแก้อธิกรณ์นั้น ท้าวเธอดำริว่า เราจะชำระคดีนี้ด้วยตนเอง จึงมีเทวบัญชาให้เทพบุตรสี่องค์แปลงกายเป็นลูกหนูไปแทะเชือกที่นางผูกท่องไม้ไว้จนขาด แล้วท้าวเธอก็ทรงบังดาลลม ทำให้ผ้าในส่วนที่ปิดท่องไม้ไว้เปิดออก ท่อนไม้ตกลงกระทบหลังเท้าทั้งสองของนางแตก ความจริงปรากฏต่อหน้ามหาชน มหาชนโกรธมากจึงเอาก้อนหินและท่อนไม้ปาใส่นาง นางรีบหนีออกจากพระเชตวันไป พอล่วงคลองพระจักษุไป แผ่นดินใหญ่ก็เปิดช่องแยกออก สูบนางลงไปบังเกิดในมหาอเวจีนรก



















