Automatically translated.View original post

Wa Nam Banana (Jasmine Ong) with Yosh for Health😍😍🥰

The ancient banana (Korat folk) is called the jasmine banana.

Benefits of Wa Nam Banana by Ripe Range

- Raw water banana (green peel)

Treat the stomach, contain tannins and lucocyanidins that help coat the stomach and intestines, increase mucus, reduce ulcers, and prevent infections, cure diarrhea, tannins help treat diarrhea.

- Banana juice (yellowish green bark) Diarrhea cure, is a probiotic food source and contains tannins to treat mild diarrhea, helps control sugar levels, has indigestible carbohydrates as a food of intestinal microbes.

- Banana Super Wa (Fresh Yellow Shell) Anticonstipation, rich in dietary fiber, pectin improves food grounds, makes excretion better, relieves knee joint pain, flavonoids reduce inflammation and joint pain.

- The ripe water banana (dark yellow peel), anti-cancer, contains beta-carotene, an antioxidant, which prevents cancer cell formation.

Overall health benefits

- Prevent anemia, high iron content, stimulates erythropoiesis.

- Antioxidants contain flavonoids and beta-carotene, slowing down cell degeneration and protecting the body.

- Nourish emotions, contain tryptophase, a precursor to serotonin, reduce stress, anxiety, improve mood.

- Provide energy as a source of natural sugar (sucrose, fructose, gluso) that quickly powers the body.

- Nourishing the skin, vitamin, mineral salt and antioxidants in the water banana help to brighten the skin.

*********************************

2025/9/15 Edited to

... Read moreหลายคนค้นหา “กล้วยมะลิอ่อง สรรพคุณ” แล้วสงสัยว่ามันเหมือนกล้วยน้ำหว้าทั่วไปไหม—จากที่บ้านเรา (ทางอีสาน/โคราช) เรียกติดปากว่า “มะลิอ่อง” ก็เป็นกล้วยน้ำหว้านี่แหละ แต่จุดที่น่าสนุกคือการกินให้ “ตรงช่วงสุก” เพราะรสสัมผัสและผลต่อระบบขับถ่ายต่างกันจริง ถ้าช่วงไหนท้องไส้ไม่ค่อยดี ฉันจะดูสีเปลือกเป็นหลักเลย เพราะบนต้นเดียวกันบางหวีมีทั้งดิบ ห่าม และสุกให้เลือก (เห็นชัดมากเวลามีกล้วยห้อยอยู่เป็นหวีๆ) - เปลือกเขียว (ดิบ): เนื้อจะแน่น ฝาดนิดๆ เหมาะกับคนที่อยากดูแลกระเพาะ หรือมีอาการถ่ายเหลวเป็นครั้งคราว แต่ควรกินในปริมาณพอดีและเคี้ยวให้ละเอียด เพราะดิบมากๆ อาจทำให้บางคนท้องอืด - เขียวอมเหลือง (ห่าม): เป็นช่วงที่ฉันชอบที่สุด เพราะหวานน้อย กินง่าย และยังได้ใยอาหารพอสมควร เหมาะกับวันที่อยากคุมความหวาน/คุมระดับน้ำตาล ไม่อยากให้พุ่งเร็วเกินไป - เหลืองสด (สุก): เนื้อนิ่มขึ้น หอมหวานขึ้น ช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น เหมาะกับคนที่มีแนวโน้มท้องผูก โดยเฉพาะถ้ากินคู่กับน้ำเปล่าตามเยอะๆ จะยิ่งรู้สึกต่าง - เหลืองคล้ำ/เริ่มงอม (สุกงอม): จะหวานมากและนิ่มมาก เหมาะกับทำกล้วยบด/ใส่โอ๊ต/ปั่นสมูทตี้ ได้พลังงานเร็ว แต่ถ้ากำลังคุมน้ำตาลอาจแบ่งกินครึ่งผลก่อน อีกคำที่คนชอบค้นคู่กันคือ “กล้วยไข่” หลายคนคิดว่าแทนกันได้หมด จริงๆ คล้ายกันตรงเป็นกล้วยกินสุกเหมือนกัน แต่ต่างกันที่เนื้อและความหวาน: กล้วยไข่ผลเล็กกว่า เนื้อแน่น หอมและหวานนำ กินเพลินมาก ส่วนกล้วยน้ำหว้า/มะลิอ่องเนื้อจะฟูๆ อิ่มท้องกว่า ใยอาหารเยอะ กิน 1–2 ผลก็อยู่ท้องแล้ว ทริคส่วนตัวเวลาเลือกซื้อ/ตัดจากเครือ: ถ้าจะกินหลายวันให้เลือกหวีที่ยังเขียวอมเหลืองบ้าง จะได้ทยอยสุก ไม่งอมพร้อมกันหมด และถ้าเห็นหวีที่มีหลายระดับ (ดิบ-ห่าม-สุกอยู่บนต้นเดียวกัน) แนะนำแยกเก็บตามระดับสุก จะจัดมื้อได้ง่ายมาก สุดท้าย ถ้าตั้งใจกินเพื่อสุขภาพแบบง่ายๆ ฉันจะยึดหลัก “เลือกความสุกให้ตรงอาการ” แล้วคุมปริมาณให้เหมาะ โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน/คุมน้ำหนัก ควรเน้นห่ามหรือสุกพอดี และจับคู่กับโปรตีน/ถั่ว/โยเกิร์ตรสธรรมชาติ จะอิ่มนานขึ้นและไม่หวานโดด