Automatically translated.View original post

Foreigner fig

Today, ripe simultaneously, four species have tasted different flavors.

3/31 Edited to

... Read moreคำถามที่เจอบ่อยมากคือ “มะเดื่อฝรั่งมีกี่สายพันธุ์?” จริงๆ แล้วมะเดื่อฝรั่ง (Fig) มีสายพันธุ์ย่อยเยอะมากทั่วโลก นับเป็นร้อยๆ สายพันธุ์ได้เลย แต่ถ้าถามแบบคนปลูก-คนกินในไทย มักหมายถึง “มีพันธุ์ไหนให้เลือกบ้าง และต่างกันยังไง” มากกว่า เพราะสุดท้ายเราต้องเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับรสชาติและสภาพอากาศบ้านเรา จากที่บ้านลองปลูกและได้ชิมพร้อมกัน 4 สายพันธุ์ (Black Israel/แบล็กอิสราเอล, Ronde de Bordeaux/รอนด์ เดอ บอร์โดซ์, Mingtaoro/หมิงเทาโร่, Excel/เอ็กเซล) ความต่างที่รู้สึกได้ทันทีคือ “ความหวาน-กลิ่น-ความหนึบของเนื้อ” ไม่ได้เหมือนกันเลย แม้จะเรียกรวมๆ ว่ามะเดื่อฝรั่งเหมือนกันก็ตาม วิธีชิมของเราง่ายๆ เพื่อให้เทียบกันได้แฟร์: เลือกผลที่ “นิ่มพอดี” และสุกเต็มที่จากต้นเดียวกันในวันใกล้เคียงกัน ล้างเบาๆ ผ่าแล้วชิมทันที (ถ้าทิ้งไว้นาน กลิ่นกับความหวานจะเพี้ยน) แล้วสังเกต 4 อย่างนี้ 1) ความหวานนำหรือเปรี้ยวนำ 2) กลิ่นหอม (คล้ายเบอร์รี่/น้ำผึ้ง/ดินๆ) 3) เนื้อสัมผัส (แน่น-หนึบ-ฉ่ำ) 4) เปลือก (บาง/หนา เคี้ยวได้ไหม) ทริคเล็กๆ ที่ช่วยให้ตอบได้ว่า “ตัวไหนหวานสุด?” คือดูทั้งลิ้นและตา: ผลที่สุกจัดจะนิ่มมาก สีเนื้อด้านในเข้มขึ้น และบางทีมีน้ำหวานซึมเล็กน้อย พอได้ชิมเทียบกันแบบนี้จะรู้เลยว่าพันธุ์ไหนเหมาะกินสด พันธุ์ไหนเหมาะทำของหวาน/แยม หรือเหมาะกับคนชอบรสเข้มๆ ถ้าคุณกำลังสงสัยเรื่อง “มะเดื่อฝรั่งมีกี่สายพันธุ์” แนะนำให้เริ่มจาก 3-5 พันธุ์ยอดนิยมก่อน แล้วค่อยขยายเพิ่มตามสไตล์ที่ชอบ เพราะแต่ละสวน/อากาศ/การให้น้ำก็มีผลกับรสชาติพอสมควร สำหรับโพสต์นี้เราเริ่มด้วย 4 สายพันธุ์ข้างต้น ชิมให้ดูทีละสายพันธุ์แบบชัดๆ แล้วค่อยสรุปแนวรสว่าแต่ละพันธุ์เด่นอะไร ใครชอบหวานนำหรือหอมเข้มจะได้เลือกถูกค่ะ