เรื่องหลอนสมัยเรียน

(เอาเรื่ิองที่เคยเขียนลงเพจมาฝากกัน)ใครเคยบ้างที่มีสัมผัสแปลกๆอาทิเช่น..เวลาฟังสวดพานยักษ์ใหญ่แล้วเหมือนคนอยากจะร้องไห้เวลาไปไหนมาไหนพอกลับมาแล้วจะรู้สึกว่าอึดอัดหายใจไม่ออกควบคุมการหายใจและร่างกายไม่ได้เห็นอะไรแปลกๆที่ไม่น่าเป็นไปได้บางคนอาจจะคิดและบอกว่ามันเป็นเพราะอย่างอื่นหรือสิ่งแวดล้อมแต่เชื่อเถอะค่ะว่าคุณไม่ได้คิดไปเอง...เหตุการณ์ต่อไปนี้ที่เราจะเล่าเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ส่วนหนึ่งที่เราเคยเจอมาเท่านั้น"โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน"วันนั้นเราเพิ่งเลิกเรียนและคิดไว้แล้วว่าวันนี้จะไปหาเพื่อนที่หนองแขม(ตอนนั้นเราอยู่แถวๆสายสี่)เพื่อนเพิ่งย้ายหอได้ไม่นานแต่เราก็ไปหามาครั้งสองครั้งแล้วจึงไม่ได้กังวลอะไรไปนั่งเล่นรอให้เพื่อนโหลดเพลงให้สักพักก็กลับเพื่อนเดินออกมาส่งกลางทางและจะเรียกวินให้แต่ด้วยความที่เป็นแค่นักศึกษาไม่ได้มีเงินมากมายเลยปฏิเสธไปคิดว่าแค่ประมาณครึ่งกิโลเราเดินได้สบายประหยัดไปได้เกือบสิบบาทเพื่อนเลยเดินไปซื้อข้าวเสร็จแล้วก็จะกลับหอเราแยกกันตรงทางแยกพอดีต้องขออธิบายก่อนว่าซอยที่เพื่อนอยู่เป็นซอยที่คึกคักพอสมควรมีร้านค้ามีรถวิ่งเข้าออกตลอดเพราะปากซอยอยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่งจึงมีนักศึกษาและชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวนมากเราจำได้ว่าตอนมาเรามาจากซอยตรงข้ามหน้า ม.ซึ่งต้องเลี้ยวซ้ายเราก็เดินไปตามทางเดินไปได้นิดเดียวก็เจอทางตันโดยข้างหน้าเป็นเหมือนศาลของคนจีนตั้งอยู่ข้างในมีไฟสีแดงๆดูน่ากลัวพร้อมธูปเล่มใหญ่ปักอยู่ตอนนั้นเริ่มใจไม่ดีแต่หูยังคงได้ยินเสียงจอแจของผู้คนอยู่จึงคิดว่าคงมาทางผิดจึงตัดสินใจหันกลับไปทางเดิมเพื่อจะเรียกรถกลับออกไปหน้าปากซอยแต่?!!!แต่ช่วงที่หมุนตัวกลับเพียงแว้บเดียว..สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่ตึกร้านค้าและผู้คนมากมายเมื่อสักครู่ที่เพิ่งเดินผ่านมาไม่ถึงห้านาทีทุกๆอย่างที่กล่าวมาหายไปหมดเหมือนเราอยู่คนละที่สิ่งที่เห็นรอบๆตัวคือป่ามองไปไกลๆจึงจะเห็นแสงไฟริบๆศาลเจ้าตรงหน้าก็ไม่มีรอบตัวมืดสลัวไปหมดมีเพียงแสงไฟสีส้มๆจากเสาต้นเล็กๆแค่นั้นตอนนั้นงงไปหมดสมองเบลอทั้งกลัวทั้งสติหลุดช่วงเวลาแค่อึดใจแค่หันหลังเราจะมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงหลังจากนั้นก็มีเสียงเรียกจากวินคันนึงที่ผ่านมาแล้วถามเราว่าจะไปมั้ยด้วยความงงและตกใจเลยส่ายหัวเค้าก็ขับหายไปตามทางเล็กๆ(พอมีสติก็โมโหตัวเองว่าทำไมไม่ไปกับเค้า)ยืนงงอยู่สักพักถึงได้สติและรีบเดินออกมาตามทางมืดๆแคบๆดีที่มีแสงจันทร์สว่างพอสมควร(ความจริงสว่างแบบนี้คือหลอนเหมือนกันนะ)มันสว่างแบบพอมองเห็นลางๆแต่ไม่ชัดระหว่างที่เดินออกมาคือไม่มีบ้านไหนมีเสียงเลยแม้แต่เสียงหมาเสียงแมวก็ไม่มีรถสวนสักคันยังไม่เจอเลยบ้านทุกหลังปิดสนิทมีรั้วสูงบางที่จะเปิดไฟไว้ข้างหน้าดวงเดียวทั้งที่เพิ่งจะทุ่มกว่าๆในกรุุงเทพไม่น่าจะเงียบขนาดนี้จำได้ว่าเดินผ่านโรงเรียนเด่นหล้าหรือเลิศหล้านี่แหละเลาะมาตามทางที่มีแสงสว่างไม่รู้เหมือนกันว่าเดินมานานแค่ไหนแต่ยิ่งเดินเหมือนมันยิ่งไกลมือถือก็โทรไม่ได้เพราะแบตหมดสั่นมากทั้งตัวใจเต้นรัวเหมือนกลองก็ไม่ปานตอนเดินผ่านโรงเรียนมีรถจอดอยู่ริมรั้วอีกด้านสองสามคันบางคันที่ผ่านคือเหมือนได้ยินเสียงคนคุยกันมีเสียงขลุกขลักในรถแต่พอผ่านไปกลับเงียบสงบกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาตลอดทางเพราะกลัวในมือมีมือถือกับเงินและพระพิคเนศในกระเป๋าใบเล็กได้แต่ภาวนาให้หาทางออกเจอตอนนั้นคิดได้แค่นั้นจริงๆจนเดินกึ่งวิ่งมาได้สักพักก็เจอกับถนนใหญ่ที่ตัดคั่นกลางอยู่ตรงหน้าฝั่งตรงข้ามเหมือนอาคารอะไรสักอย่างมืดๆทะมึนอยู่มองไปจะเห็นหน้าต่างที่แง้มออกมาดูน่ากลัวและสิ่งที่เห็นอยู่ลิบๆทางซ้ายของถนนคือ...แสงไฟ ..และเสียงรถวิ่ง มันดูไกลมากได้ยินแค่เบาจริงๆแต่ดีใจสุดๆรีบข้ามถนนวิ่งไปตามแสงไฟทันทีและในที่สุดก็ออกมาถึงแสงไฟจนได้"คุณพระ"มันคือตลาดหนองแขมเรามาโผล่ตรงนี้ได้ไงเราจำไม่ได้ว่าตลาดซอยอะไรแต่ซอยที่เราเข้าไปหาเพื่อนมันอยู่ห่างจากตรงนี้ถึงสามป้ายรถเมล์นั่นหมายความว่าถ้าสมมุติป้ายตรงข้ามหน้ามอที่เราเข้ามาตั้งแต่แรกคือป้ายซอยที่57ป้ายตรงที่เรามาโผล่คือป้ายซอยที่53ซึ่งมันไกลมากมันดูไม่น่าเชื่อเลยสักนิดแต่มันคือเรื่องจริงที่เกิดกับเรานึกถึงทีไรคือมีคำถามทุกครั้งว่ามันคืออะไรเรามีสติดีไม่ได้เมาหรือเบลอทำไมเราถึงออกมาอยู่ตรงนั้นได้ในชีวิตก็เคยเจออะไรมาบ้างแต่ไม่เคยกลัวขนาดนี้เลย..ทุกคนมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างคะลองมาแลกเปลี่ยนกันได้ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ#เล่าเรื่องสยอง #ติดเทรนด์ #เล่าเรื่องผี #ประสบการณ์ตรง #lemon8ไดอารี่ 🌚 กลางคืน:

5/18 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ได้เล่าไปแล้วนั้น ผมก็เคยเจอเหตุการณ์ที่คล้ายกันในช่วงเรียนอยู่เหมือนกัน คือช่วงที่ย้ายที่เรียนหรือเปลี่ยนที่พัก แล้วจะมีความรู้สึกแปลกๆกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจับตามอง หรือความอึดอัด บางครั้งก็มีเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงกล่าวสวดหรือบทสวดมนต์คล้ายๆกับที่เล่ามาในเรื่องเลยครับ ผมเองเคยเดินผ่านทางที่มืดและเงียบสงัดในกรุงเทพฯตอนกลางคืนเหมือนกัน ซึ่งต่างจากปกติที่มีคนเยอะแต่วันนั้นกลับไม่มีใครเลย ทำให้รู้สึกกลัวและสับสนในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะตอนที่โทรศัพท์แบตหมดเหมือนในเรื่อง ที่สุดแล้วก็ต้องเดินหาทางออกด้วยการใช้ไฟจากโทรศัพท์ฉายไปข้างหน้า และขอพรพระไว้ในใจเหมือนกับผู้เล่าเรื่อง ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีว่าการรู้สึกเหมือนหลุดไปอีกมิติ หรือเหมือนไม่ได้อยู่ในที่เดิมจริงๆ มันสร้างความกลัวและความไม่แน่ใจอย่างมาก แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกเห็นคุณค่าของความปลอดภัยเมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้และซึมซับความลึกลับในโลกนี้มากขึ้น อีกอย่างประสบการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง อาจเป็นเพราะการรับรู้หรือสิ่งเร้าที่เรายังอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ แต่ที่แน่ๆ มันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับหลายคนทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น และทำให้เก็บเป็นความทรงจำที่มีค่าไม่ว่าจะมองในแง่ใดก็ตามครับ หากใครมีประสบการณ์แบบนี้หรือสัมผัสแปลกๆ อย่าลังเลที่จะแลกเปลี่ยน เพื่อให้เราได้เข้าใจโลกใบนี้มากขึ้นผ่านเรื่องราวของกันและกันครับ