รีวิวซีรีส์ Frankenstein (2025)

"And thus the heart will break, yet brokenly live on" (ด้วยเหตุนี้ หัวใจจะแตกสลาย แต่ถึงจะแตกสลาย กระนั้นแล้วก็ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป)” - Lord Byron

🎬 Review: Movie ⭐⭐⭐⭐

My Rating: 8.5/10

1️⃣ Title: Frankenstein (2025)

🎞️ 2hr 32m (📺Netflix)

2️⃣ Director: Guillermo del Toro (Pan's Labyrinth (2006), The Shape of Water (2017), Pinocchio (2022))

3️⃣ Main Cast: 🎭

•Oscar Isaac as Dr. Victor Frankenstein

•Jacob Elordi as The Creature

•Mia Goth as Elizabeth Lavenza / Claire Frankenstein

•Christoph Waltz as Heinrich Harlander

4️⃣ Genre: Sci-Fi / Horror / Gothic Drama / Period Piece / Based on a Novel

5️⃣Plot Summary: ✍🏻

The story follows Victor Frankenstein, a brilliant yet prideful scientist obsessed with creating life from death, an ambition that leads to dangerous consequences for both himself and the creature he brings to life. Del Toro aims to make this film not merely a horror story, but an emotional exploration of fatherhood and the search for identity.

6️⃣Personal Reflection:

I had never seen this story adapted into a film before, and I was deeply impressed by the portrayal of Frankenstein’s Monster. His emotions were so vividly expressed that I could truly feel his loneliness and pain. At first, I was scared, thinking it would be just a horror movie, but as the story unfolded, I began to see how kind-hearted, gentle, and compassionate he truly was beneath his terrifying exterior.

If you love films that mix philosophical depth with emotional storytelling, beautiful period production, and a strong plot—this one is highly recommended.

----

To Thai Fans 🇹🇭:

❌คำเตือน : เนื้อหามีสปอยล์นะคะ ถ้าใครไม่อยากรู้ข้ามท่อนนี้ได้เลยค่ะ…

เรื่องนี้ดัดแปลงจาก นวนิยาย Frankenstein; or, The Modern Prometheus ผลงานของ แมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1818 เป็นวรรณกรรมโลกตราตรึงใจ โดยกำกับและเขียนบทโดย กีเยร์โม เดล โตโร ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ 3 ครั้ง Pan's Labyrinth (ปี 2006), The Shape of Water (ปี 2017), Pinocchio (ปี 2022)

เรื่องย่อ เรื่องราวของ วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (ออสการ์ ไอแซก) นักวิทยาศาสตร์และแพทย์หนุ่มผู้หมกมุ่นกับการ “เอาชนะความตาย” เขาเชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติได้ จึงตัดสินใจทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นจากซากศพมนุษย์ และหลอมรวมพวกมันให้กลายเป็น “สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้าง” หรือ Frankenstein’s Monster (รับบทโดย เจค็อบ เอลอร์ดี) ในห้องแล็บบนหอคอยท่ามกลางพายุ และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น หลังจากวิกเตอร์ใช้กระแสไฟฟ้าปลุกชีพร่างไร้วิญญาณ เมื่อสิ่งที่เขาสร้างลืมตาขึ้นมามีชีวิต พร้อมหัวใจที่รู้สึกได้เหมือนมนุษย์ทุกประการ ทว่าความกลัว ความละอาย และปฏิเสธความรับผิดชอบของวิคเตอร์ ทำให้เขาทอดทิ้งสิ่งที่สร้างเอาไว้ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมของ “ผู้สร้างที่กลายเป็นผู้ถูกล่า”

รีวิว เพื่อนๆ เราชอบนะ เราอินกับบทของมอนสเตอร์ สนุกค่ะ ส่วนตัวเราไม่ชอบดูหนัง Horror เท่าไร แต่อยากลองดูอะไรใหม่ๆ เรื่องนี้ไม่ได้สยองขวัญขนาดนั้น พล็อตเรื่องดีมากนะคะ เป็นหนังเชิงปรัชญา สอดแทรกอารมณ์ผ่านตัวละครเอก คนดูสามารถตีความเปรียบเทียบเรื่องความเชื่อพระเจ้ากับการสร้างมนุษย์ พ่อผู้สร้างบุตร และอย่าตัดสินคนที่รูปลักษณ์ภายนอกที่ Frankenstein’s Monster รูปลักษณ์ไม่น่าดู สัตว์ประหลาดตัวสูงใหญ่ แต่จิตใจเมตตา โหยหาการยอมรับ โดดเดี่ยว สะท้อนความรู้สึกเขาถูกสร้างขึ้นให้ฆ่าไม่ตาย แต่ตัวเขาเองไม่ต้องการและสะท้อนความตายอาจเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ใครบางคนต้องการ เป็นเรื่องที่ตีความได้หลายมุมมอง การอยากอยู่เหนือธรรมชาติของมนุษย์

จริงๆแล้วเราชอบดูหนังย้อนยุคมากเลย เรื่องนี้เขียนราวๆปี 1800s ประทับใจทีมคอสตูม ชอบดูชุดนักแสดง คอสตูมของอลิซซาเบธสวยงามมาก นักแสดงแต่ละฉาก ชุดของเหล่าขุนนางก็เข้ากับยุค ทรงผม วิกผมเหมาะกับบรรยากาศยุคนั้น แสงสีของเรื่อง ชอบเมคอัพ ทีมเอฟเฟกต์ตกแต่ง Frankenstein’s Monster ดูเป็นชิ้นส่วนศพที่ประกอบกันขึ้นมาจริงๆ เป็นสัตว์ประหลาดตัวสูงใหญ่แต่ไม่ได้ดูน่ากลัว ทีม CG โปรดักชั่นห้องแล็ปบนหอคอย ฉากเรือบนน้ำแข็ง ฉากระเบิด ไฟไหม้ปราสาท ตัดต่อดีสวยอลัง

เอาจริงๆ เราชอบบทที่อลิซซาเบธ เป็นตัวละครช่วยให้ Frankenstein’s Monster เปิดเผยความรู้สึกด้านอ่อนโยน ชอบฉากโรแมนติกระหว่างทั้งคู่ และแถมฉากคุณตาที่ช่วยให้เขาเผยมุมอยากได้รับการยอมรับจากสังคม สำหรับเรา รู้สึกจังหวะการดำเนินเรื่องดำเนินไปช้าๆ ช่วงกลางเรื่องแอบยืดยื้อ แต่ถือว่าการเขียนบทดี บทสนทนาเป็นบทต้องตีความจากการเปรียบเทียบ บทสนทนาไม่ได้เป็นประโยคสื่อตรงๆถือว่าเป็นการเขียนบทที่ดี รวมแล้วเป็นหนังที่ควรดูเรื่องนึงค่ะ คุ้มค่ากับเวลาที่ดู

#หนังระทึกขวัญ #ภาพยนตร์น่าดู #หนังฝรั่ง #ติดเทรนด์ #inspyjourney

2025/11/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณกำลังเสิร์ชคำว่า “แฟรงค์เกนสไตน์ / frankenstein movie / หนัง frankenstein” แล้วลังเลว่าควรดูไหม เราว่าเรื่องนี้เหมาะกับคนที่อยากได้หนังบรรยากาศจัดๆ มากกว่าหนีผีค่ะ แม้ชื่อจะทำให้นึกถึงความสยอง แต่แก่นจริงๆ คือดราม่ากอธิกที่ชวนคิดเรื่อง “ผู้สร้าง” กับ “สิ่งที่ถูกสร้าง” และคำถามคาใจแบบในโปสเตอร์เลยว่า การเอาชนะความตาย เป็นเรื่องดีจริงหรือ? สิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษคือโทนงานภาพที่ให้ความย้อนยุค (period piece) แบบเข้มข้น ตั้งแต่คอสตูมทรงผู้ดี วิกผม ไปจนถึงแสงเงาในฉากห้องทดลองบนหอคอยที่ดูอึดอัดและโดดเดี่ยวมากๆ ทำให้โลกของหนังน่าเชื่อว่าเกิดขึ้นในยุคที่วิทยาศาสตร์กำลังท้าทายศาสนาและธรรมชาติจริงๆ ใครชอบหนังที่ “เล่าเรื่องด้วยโปรดักชัน” จะได้ความฟินตรงนี้เยอะ ในแง่ความเป็น “หนังแฟรงค์เกนสไตน์” สำหรับเรา จุดขายคือการทำให้ The Creature ไม่ได้เป็นแค่ตัวร้ายหรือสิ่งน่ากลัว แต่เป็นตัวละครที่มีหัวใจ มีความรู้สึก และมีความต้องการพื้นฐานเหมือนมนุษย์—อยากถูกยอมรับ อยากมีที่ยืน อยากมีคนมองข้ามรูปลักษณ์ภายนอก เราเลยดูไปแล้วแอบสงสารมากกว่าเกลียด โดยเฉพาะเวลาหนังพาเราไปเห็นความโดดเดี่ยวและความเจ็บปวดที่เกิดจากการถูกทอดทิ้ง อีกจุดที่คนถามบ่อยคือ “น่ากลัวไหม” ถ้าคุณไม่ถนัดหนังสยอง เราว่าดูได้ค่ะ มันมีความหม่น ความกดดัน และภาพที่ชวนสะพรึงบ้างตามสไตล์ แต่ไม่ได้เน้น jump scare แบบเอะอะตกใจ หนังจะพาไปทางอารมณ์หนักๆ และประเด็นศีลธรรมมากกว่า เช่น ความรับผิดชอบของคนที่สร้างชีวิตขึ้นมา และผลลัพธ์เวลาความทะเยอทะยานทางวิทยาศาสตร์ชนะความเมตตา ส่วน “ดูยากไหม” เรารู้สึกว่าจังหวะช่วงกลางอาจเดินช้าหน่อย ถ้าคุณคาดหวังความมันแบบหนังสยองทั่วไปอาจรู้สึกยืด แต่ถ้าดูแบบตั้งใจฟังบทสนทนาและตีความสัญลักษณ์ (ศรัทธา/พระเจ้า/มนุษย์ที่อยากเป็นผู้สร้าง) จะยิ่งอิน สรุปสำหรับคนหารีวิวหนัง Frankenstein: นี่คือ frankenstein movie ที่เน้นอารมณ์และธีมมากกว่าความน่ากลัว งานภาพกับบรรยากาศย้อนยุคโดดเด่น นักแสดงพาเชื่อ และประเด็น “การเอาชนะความตาย” ทำให้ดูจบแล้วยังคิดต่อได้อีกนาน

ค้นหา ·
หนังน่าดูใน netflix 2025