สำหรับพี่น้องที่ถามกันเข้ามาว่า เห็นบิ๊กเล็กออกมาพูดแบบนี้"จะรบกันจริงไหม?" ผมขอสรุปข้อมูลหน้างานและบทวิเคราะห์เชิงลึกที่สื่อทั่วโลกกำลังจับตา มาแชร์ให้พี่น้องฟังไปพร้อมๆกันครับ
ทุกอย่างมันเริ่มขยุกขยิกจนถึงจุดที่ประมาทไม่ได้ เมื่อเราเห็นสัญญาณเตือนชัดๆ จากฝั่งนโยบายความมั่นคงที่ระบุเป็นนัยว่า "ถ้ามีการล้ำเส้นครั้งที่สอง... มันไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน" ประโยคนี้คือการป ระกาศหลักการ "ป้องปรามเชิงรุก" (Active Deterrence) ที่บอกว่าไทยเราจะไม่นิ่งเฉยอีกต่อไป พี่น้องลองนึกภาพตามผมนะ... จุดที่ร้อนที่สุดตอนนี้คือที่ บ้านท่าเส้น จ.ตราด เมื่อจู่ ๆ มีกลุ่มบุคคลที่เชื่อมโยงกับ "กลุ่มทุนต่างชาติ" เดินดุ่ม ๆ มารื้อรั้วลวดหนามที่ทหารไทยปักกั้นเขตแดนเอาไว้หน้าตาเฉย!
ในเชิงวิชาการความมั่นคง นี่คือยุทธวิธี "การเฉือนเนื้อแบบทีละนิด" (Salami Slicing Tactics) ครับ คือการใช้กลุ่มทุนและเรื่องปากท้องมาเป็นหัวหอกเปิดทางเพื่อสร้าง "สภาวะพฤตินัย" ในการขยับเส้นเขตแดน ซึ่งนักวิเคราะห์ทั่วโลกเขาก็มองว่านี่คือการท้าทายอธิปไตยที่แยบยลที่สุด เพราะมันทำลายอำนาจการควบคุมพื้นที่ของรัฐโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารในตอนแรก และนี่คือคำตอบว่าทำไม "นโยบายการเปิดด่านถาวร" ถึงยังถูกระงับไว้! เพราะในทางยุทธศาสตร์ เราไม่สามารถเปิดประตูบ้าน (Trade Liberalization) ให้กับพื้นที่ที่ยังมีความคลุมเครือเรื่องเส้นเขตแดนและความปลอดภัยได้ อธิปไตยต้องมาก่อนเสรีทางการค้าครับ
แถมรอบนี้เรายังต้องเจอกับ "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Information Warfare) ที่ดุเดือดไม่แพ้กระสุนปืน ล่าสุดมีการเปิดโปงรายงานบิดเบือนฝ่ายเดียวที่ตั้งใจส่งไปป่าวประกาศในเวทีโลก เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ให้ตนเองและป้ายสีให้ไทยเป็นผู้ร้าย ทั้งที่ความจริงที่มีการตรวจพบชัดแจ้งคือ ฝั่งนู้นมีการ "วางทุ่นระเบิดใหม่" ซึ่งขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง และมีการใช้โบราณสถานเป็นพื้นที่ส่วนแยกทางทหาร แต่เรื่องนี้กลับถูกซุกไว้ใต้พรมในรายงานสากล นี่คือแผนการดึงประชาคมโลกมาเป็นเครื่องมือเพื่อกดดันให้ไทยยอมอ่อนข้อเ รื่องเขตแดนชัด ๆ
แล้วทำไมรอบนี้ผมถึงกล้ายันว่าเรา "เตรียมพร้อม" ในระดับสูงสุด? หลักฐานที่ตรวจสอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์คือมติ ครม.
ที่มีการอนุมัติโอนงบประมาณปกติให้กลายเป็น "เงินราชการลับ" เพื่อภารกิจเร่งด่วนชายแดน! ในมุมมองนักวิเคราะห์ความมั่นคงสากล นี่คือการเตรียม "งบประมาณเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินภารกิจที่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ มันคือการประกาศว่า "เราพร้อมรับแรงกระแทก" และพร้อมตอบโต้ในทุกรูปแบบหากสถานการณ์วิวัฒนาการไปสู่การปะทะเต็มรูปแบบ
ถ้าให้ผมวิเคราะห์กันแบบเป็นกลางถึงการปะทะรอบ 3 ในปี 2569 นี้ จะเกิดขึ้นหรือไม่... คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปลายกระบอกปืน แต่อยู่ที่ "กลไกการเจรจาทวิภาคี (JBC)" ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ ถ ้าปากกาสามารถขีดเส้นเขตแดนให้ชัดเจน มีการรื้อถอนสิ่งรุกล้ำ ยอมรับแผนที่มาตรฐาน (L7017) และหยุดยุทธวิธีสงครามข่าวสาร สถานการณ์ที่ตึงเครียดก็อาจจะคลี่คลายลงได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้ายุทธวิธีบิดเบือนยังไม่หยุด และยังปล่อยให้มีการรุกคืบหน้าดินอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนหรือหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ ความเสี่ยงที่จะเกิด "การปะทะจนบานปลาย" ก็มีสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะความรุนแรงในยุคปัจจุบันมันรวมเอาเทคโนโลยี และผลประโยชน์ข้ามชาติเข้าไว้ด้วยกัน
สุดท้ายนี้ ผมมองว่าเรากำลังยืนอยู่บนจุดสมดุลที่อันตราย "สันติภาพ" คือเป้าหมายสูงสุด แต่ "อธิปไตย" ยังคือเส้นแดงที่ใครก็จะข้ามไม่ได้ ใครเห็นด้วยกับผมว่าเราต้องตามสถานการณ์อย่างรู้เท่าทันยุทธวิธีและร่วมกันปกป้องแ ผ่นดินไทย ช่วยกันส่งต่อบทวิเคราะห์นี้ออกไปให้ถึงหูพี่น้องทุกคนครับ!
✍️ พีระชาติ อินตา
จากประสบการณ์ตรงที่ติดตามประเด็นชายแดนไทยอย่างใกล้ชิด ผมเห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับหน่วยงานความมั่นคงหรือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม การใช้ยุทธวิธีเฉือนเนื้อแบบทีละนิด (Salami Slicing Tactics) นั้นเป็นวิธีที่ท้าทายความสามารถของรัฐในการรักษาอธิปไตย เพราะไม่มีการโจมตีอย่างเปิดเผยแต่เป็นการใช้กลุ่มทุนและเรื่องปากท้องเปิดทางให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ละน้อยเรื่อยๆ ซึ่งถ้ามองแบบรอบคอบจะเห็นว่ากลไกนี้ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ข้ามชาติ ส่งผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพระยะยาวของประเทศ นอกจากนี้ สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนต้องมีความรู้เท่าทันและไม่หลงเชื่อข่าวสารบิดเบือนที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์ทางทหาร การเปิดโปงว่าฝ่ายตรงข้ามมีการวางทุ่นระเบิดและใช้โบราณสถานสำหรับกิจกรรมทางทหารแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมีมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม การที่รัฐบาลไทยอนุมัติใช้งบประมาณราชการลับเพื่อภารกิจชายแดนเป็นจุดแข็งที่แสดงถึงความจริงจังในการเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงอย่างบ้านท่าเส้น จ.ตราด ซึ่งเป็นเขตแดนที่มีการล้ำเส้นต่อเนื่อง การมีงบประมาณนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วโดยไม่ติดขัดกับข้อจำกัดด้านงบประมาณปกติ ในฐานะที่ติดตามมุมมองจากนักวิเคราะห์ความมั่นคงสากล ผมเห็นด้วยกับมุมมองที่ว่าการเจรจาทวิภาคี (JBC) เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันเหตุการณ์บานปลาย การตั้งปากกาเพื่อวางเส้นเขตแดนอย่างชัดเจน และการยอมรับแผนที่มาตรฐาน เป็นทางออกที่สร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนได้ แม้มีความตึงเครียดสูง แต่ถ้าได้เห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมจากทั้งสองฝ่าย ความขัดแย้งอาจคลี่คลายได้ โดยส่วนตัว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงการสนับสนุนผู้ที่ทำงานในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาอธิปไตยและความสงบของประเทศอย่างแท้จริง




