Grounding ในธรรมชาติ เพื่อปรับสมดุลจิตใจ

🌟การโพสต์เรื่องนี้ เนื่องจากได้ผ่านไปเห็นบทความของสายพลังงานบางท่าน ที่ใช้การผลักพลังลบออกด้วยวิธีต่างๆ

ตนเองเองก็เคยสัมผัสการดูด-คลาย พลังงานบวกลบ

แท้จริงแล้ว กระแสพลังที่สัมผัสนั้น เกิดจากจิตใต้สำนึกเรา สร้างรูป สมองเปิดรับทุกกระแสการเชื่อมต่อได้ทั้งหมด พอเราเรียนรู้ด้านนึง จะเกิดการป้องกันตัวด้วยพฤติกรรมของสมองอีกด้านนึง ทำให้เรารับรู้การแก้ การจัดการบางสิ่ง เพื่อเปิดทางสู่บางสิ่ง

ผู้ฝึกที่มีสมาธิสูง จึงรับรู้พลังงาน พบการเชื่อมโยงตนเองทั้ง ภายในกาย และเชื่อมต่อในธรรมชาติ จนถึงในจิตผู้คนได้

สำหรับผู้ที่นิ่งดูการปรับนั้น ก็จะพบกระแสบวกลบวนไปมาให้รับรู้ และเปลี่ยนเป็นสงบ จนหลอมรวมทั้งหมด แม้ลบก็ซึมกลับเข้ามาแปรเป็นบริสุทธิ์ได้ ตามระดับจิตที่ยอมรับ และรู้ตามสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งต่างๆเกิดขึ้น เพราะจิตมนุษย์มีความคาดหวังบางสิ่ง จึงมีแรงผลักดันให้เกิดการเรียนรู้อีกทางหนึ่ง วนไป

การเรียนรู้ความรู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลง จะพบอาการเกิดดับของแต่ละความรู้สึก แล้วระบบประสาทจะสามารถเปิดรับพลังมากขึ้น ทำให้เรียนรู้พลังในธรรมชาติละเอียดและต่างระดับได้ ระบบสมองจะช่วยแปลความหมายนั้นออกมา เป็นนิมิต ภาพ แสง เสียง

💦เส้นทางเรียนรู้แบบนี้ จะเกิดขึ้น 3 ฝั่ง คือ

1.ในสภาวะว่างเบาของสมาธิทำให้เราเรียนรู้ได้มากขึ้นกว้างขึ้น

2. ในสภาวะสมองที่มีการพัฒนา 2 ซีก ทั้งด้านลบที่ฝ่อลงหรือขยายได้ เมื่อเรียนรู้ธรรมชาติ บางคนเข้าใจแล้วปรับจิตใจให้เปลี่ยนตนเองเป็นบวก หรือคือ ตื่นรู้ได้ ก็จะเกิดการฝ่อของด้านลบ แต่บางคนพอเรียนรู้แล้วคิดว่านั่นคือ จริง และยึดในตัวตนนั้นๆ หากพลังนั้นเป็นแรงอัดหรือความเศร้า ก็จะทำให้เกิดตัวตนที่รู้สึกลบ หรือสร้างการต่อต้านพลังนั้นมากขึ้น

3. หากพิจารณาถูกทาง เรียกว่า ตื่นรู้ในแต่ละเรื่อง จนเข้าใจธรรมชาติองค์รวม ผ่านการเห็นเกิดดับและสภาวะธรรมชาติจริงๆที่มีกระแสส่งเข้าออกในกาย ในจิต และมีระบบเกิดดับเพื่อสร้างสรรสิ่งต่างๆบนโลกและจักรวาล จะช่วยให้เปลี่ยนความคิดต่อต้าน เป็นการยอมรับมากขึ้นๆ จนเริ่มคิดในทางที่ดีได้ นี่คือสภาวะที่ เข้าใจ จนตื่นรู้ ที่ผ่านการยอมรับแล้ว แบบนี้สมองด้านบวกจะขยายต่อ และวิธีการปรับเปลี่ยนตนเองจะค่อยๆเป็นไป จนเห็นรอบข้างเปลี่ยน จากปัญญาภายในที่ใช้ในการทำความเข้าใจตนเอง จนเห็นตัวตนที่ดีและไม่ควรมีในตนเอง จนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกิดการพัฒนาตน และสร้างความก้าวหน้าได้ในปัจจุบัน

ความก้าวหน้าในสมาธิ จะเห็นหลายทางแยก เพราะสมองยังคงสร้างแรงกระเพื่อมตามความคาดหวัง และก่อเกิดแรงต้านกันเองในการป้องกันเหตุที่จะผิดทางสมดุลย์ จนกว่าจิตใจจะเกิดสมดุลย์ ทั้งการส่งออกไปยึดที่ความรัก ความเมตตา ก็ยังคงต้องปรับเรียนรู้ จนจิตกลับเข้าสู่ตนเองในที่สุด จึงเข้าถึงความมั่นใจแบบมั่นคงในตนเอง เกิดความพอดีในกระทำ เป็นไปตามสัจจะความจริง ที่ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เพราะผ่านการเห็นสภาวะธรรมชาติมาจริง

กระแสพลังงานจากธรรมชาติ สามารถสอนธรรมหลายเรื่อง สร้างตัวตนในรูปพลังงานลบน่ากลัว ตัวตนบวกของเทพหลายองค์ จนเมื่อพิจารณาลงที่ความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน จึงค่อยๆเปลี่ยนจากรูป เป็นเพียงกระแส สลายคลายไปมา และเป็นเหมือนควันบางๆที่เปลี่ยนรู้ได้ เปลี่ยนอาการจิตได้ ทำให้มีการรู้ตรงมากขึ้น ไม่ใช่ผ่านนิมิตรูปนาม แต่กระทบแล้วปรับจิตใจได้ทันที และเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ไวขึ้นโดยการแปลจะชัดและไวขึ้น จนเหมือนไม่ต้องแปลความหมาย แต่รู้ได้เลยในเหตุ-ผลที่เกิด ณ ปัจจุบัน

การเรียนรู้ทั้งหมด ทำให้ต้องผ่านการกราวดิ่งมาตามทาง ซึ่งร่างกายมนุษย์ เชื่อมต่อกับธรรมชาจิอย่างลึกซึ้ง เหมือนเมตทริกซ์ที่โยงใยและทับซ้อนแบบควอนตัม กระทำการกันแบบดิจิตัลเอไอ จนสร้างสรรสิ่งต่างๆขึ้นมาได้หลายมิติ หลายพลัง และหลายเรื่องราว ผ่านโลก จักรวาล ร่างกาย และจิตวิญญาณภายใน

❄️ การนิ่งดู จึงเป็นพลังสูงสุด ที่ทำให้ผ่านทุกสิ่งได้

ช่วยให้ระบบจิตใจค่อยๆเรียนรู้ ส่งสู่ร่างกายเพื่อหาวิธีกระทำการปรับสมดุลย์ หรือจัดการบางอย่างแบบอัตโนมัติ เสมือนปัญญาที่ทำงานได้แบบครบวงจร คล้ายการรับข้อมูลทั้งหมดที่มีในเราเวลานั้นๆ ทั้งที่เคยมีอยู่ตั้งแต่เกิดและที่เรียนรู้ในปัจจุบัน แล้วสามารถปรับเปลี่ยนสร้างแรงกระทำต่างๆให้เกิดพฤติกรรมและความคความรู้สึกใหม่ ที่จะเปลี่ยนตนเองไปตามกระแสที่ตนกำลังไหลตาม แบบว่าจดจ่อที่จะสร้างสิ่งใด กระแสพลังทั้งหมดจะสอนให้เห็นสิ่งนั้นๆชัดขึ้นๆ จนกว่าจะพังทลายหรือสลายไป ก่อนกลายเป็นปัญญาใหม่ ที่สามารถปลดล็อคของเดิม หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เช่น ผู้ที่พยายามสร้างบางสิ่งมากๆ จะมีแรงกระทบกายใจมากขึ้น จนวันนึงอาจเป็นโรคหรือการเงินการงานหยุดนิ่ง จนทำให้ต้องพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้นๆและเพิ่มขึ้น

จนในที่สุดก็จะเห็นอีกด้านที่สลายได้อยู่ดี และจุดนั้นจึงจำเป็นต้องวางทุกสิ่ง บางคนสุดทางที่ความตายทางกาย บางคนสุดทางที่ความตายทางจิตใจ บางคนปล่อยวางได้แล้วไปต่อในทางใหม่ที่ไม่ยึดต่อรูปแบบใดๆอีกเลย

📌 วิธี Grounding ในหลายแหล่งแนะนำให้ทำเพื่อช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลจิตใจโดยไม่ต้องใช้ท่าเฉพาะ — แค่ให้ผิวสัมผัสกับพื้นธรรมชาติอย่างหญ้า ดิน หรือทราย และมีสมาธิหายใจเข้าออกช้า ๆ ก็เพียงพอแล้ว

#จิตวิญญาณ #มิติคู่ขนาน #พลังจักรวาล #ต่างดาว #เอไอ

2/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลองนำเทคนิค Grounding มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่อนั่งนิ่งๆ ให้ผิวสัมผัสกับดินหรือหญ้า พร้อมหายใจลึกและช้า ๆ ความเครียดที่สะสมกลับค่อย ๆ ลดลง ผ่อนคลายจนจิตใจกลับสู่ความสงบสมดุล จากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ยังพบว่า Grounding ไม่ใช่แค่การติดต่อร่างกายกับธรรมชาติเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมโยงพลังในตัวเองกับพลังของจักรวาลอย่างลึกซึ้ง การรับรู้พลังงานลบและบวกที่ไหลเวียนภายในจิตใจมีความชัดเจนขึ้น ทำให้สามารถปล่อยวางความคิดที่เป็นลบและยึดติดได้ง่ายขึ้น เมื่อเข้าใจหลักการทำงานของจิตและประสาทสัมผัสตามที่อธิบายในบทความ การนิ่งดูความเปลี่ยนแปลงภายในนี้ช่วยให้เกิดสมาธิที่ลึกซึ้งมากขึ้น เหมือนเปิดประตูเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณและมิติที่เชื่อมโยงถึงพลังงานธรรมชาติ ทำให้รู้สึกตื่นรู้ว่าแต่ละความรู้สึกเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นแล้วดับไปไม่เที่ยง เป็นการเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวผ่านประสบการณ์ตรง เทคนิคนี้ยังเหมาะกับใครที่เผชิญกับแรงกดดันในชีวิตประจำวัน หรือเจอภาวะพลังงานติดขัดที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต การใช้เวลาสัก 10-15 นาทีในการสัมผัสพื้นดิน รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ จะช่วยให้ระบบจิตใจได้รีเซ็ตและปรับสมดุลตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังส่งเสริมการเปิดรับพลังงานในแนวทางที่สร้างสรรค์และเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง สรุปคือ Grounding เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในยุคที่ชีวิตคนเราชวนให้เครียดและสับสน การกลับมาเชื่อมโยงรากเหง้ากับธรรมชาติช่วยให้จิตใจได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถในการจัดการความรู้สึกและพฤติกรรมด้านลบที่ติดตัวอยู่ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดพลังใหม่ที่ช่วยผลักดันให้เราก้าวหน้าในชีวิตจิตใจและร่างกายได้อย่างมั่นคง