การปรับจิต แก้อาการคุมตนเองไม่ได้ & ซึมเศร้า

* จิตจะบันทึกความสามารถได้ในระดับนึง

=> เมื่อจิตนิ่งสงบจนแกร่งภายในได้ จึงแยกออกมาเป็นเพียงผู้นิ่งดูการกระทำที่วกวนสัดส่ายต่างๆได้

=> เมื่อบันทึกความสามารถได้ จิตจะเปลี่ยนระดับเป็นไม่เข้าไปตกหรือส่งผลตามกระแสนั้นๆอีกเลย

* การฝึกนี้ สามารถทำด้วยตนเอง

=> แต่ต้องอดทนทำทุกวัน ผู้ที่เป็นมากจนคุมตนเองยาก หรือซึมเศร้าแพนิค เกิดขึ้นอัตโนมัติ ยิ่งต้องทำมากขึ้น

=> คล้ายการปรับสติจนถี่ขึ้น จนกว่าจะแยกจากความถี่ในระดับนั้นๆได้

* การปรับนี้ ทำให้อาการของร่างหรือจิต ที่แยกมิติกับร่างกายเรา จะค่อยๆรวมเข้ามาในตัวเรา

=> จนระบบประสาทเริ่มกลับมารู้แค่สิ่งตรงหน้า

=> และความสามารถที่เสมือนอยู่ในอีกร่างนึง จะกลายเป็นความสามารถทางปัญญาบางรูปแบบที่เกิดกับร่างปัจจุบัน

=> ต่างกันที่ควบคุมได้ดี ไม่แสดงอาการปั่นป่วนอีก

* อาการปั่นป่วนเหล่านั้น สามารถฝึกจิตให้นิ่ง จนสัมผัสรับรู้ส่วนลึกขึ้นๆ

=> และมันจะลึกมากขึ้นจนกว่าจะมั่นคง

=> แรงสั่นแต่ละระดับจะนิ่งตาม ไม่เกิดการกระทำสัดส่ายอีก

* ความมั่นคงนั้น

=> จะแสดงออกใหม่เป็นคำสอนตนเองในการปรับระบบร่างกายจิตใจ

=> เสมือนมีปัญญา รู้วิธีเยียวยาตนเอง

=> ทั้งแบบปกติที่ทำภายนอก และการเดินจิตได้เองในสมาธิจนสงบลึกสู่ความสบาย

* ทั้งหมดนี้ หากรับรู้นิ่งสงบได้

=> ไม่หลงไปเชื่อและถือเอาว่าต้องเป็นแบบนั้น ต้องไปตามนั้น

=> ก็จะถอนจากการส่ายและแรงยึดได้ตามลำดับ

=> จนกว่าจะรู้รอบแบบหมดยึด

=> เปลี่ยนสภาวะเป็น ไม่อยากตามรู้อะไรอีก

=> จึงกลายเป็นการสลับด้านจากการปฏิบัติให้ว่าง

=> สู่การเป็นคนที่สบายๆ เสมือนมีความรู้สึกว่างเบาอิสระ

=> เป็นอยู่เอง ไม่ต้องสัมผัสรู้ในสมาธิ หรือแยกรู้ในกระแสใดอีก

=> มันจะค่อยๆเป็นตัวเองชัดขึ้น นานขึ้น รู้อารมณ์แล้วนิ่งไวขึ้น จนกว่าจะเป็นได้ตลอดเวลา

ข้อควรระวังช่วงเรียนรู้ => ยิ่งจิตนิ่ง ยิ่งขยายรู้ จนอาจขยายตัวตน โดยไม่รู้ตัว (เสมือนการตกกระแสใหม่ แรงยึดในธรรม ยึดดี ที่ต้องปล่อยวาง)

* การนิ่งดู

=> จะทำให้มีการย้อนเข้ามาให้รับรู้หลายชั้น

=> และแสดงผลคล้ายว่าเป็นจริงได้

=> สิ่งนี้ทำให้ผู้เรียนรู้เผลอมั่นใจแล้วยึดเพิ่ม

=> เกิดความรู้สึกมากขึ้นตามไป

=> เสมือนใช่แล้วแน่แล้ว และรอการเกิดขึ้น

* แต่เมื่อรอ

=> ก็จะยืดยาวออกไป ไม่พบตามที่รับรู้

=> จนต้องกลับมาสำรวจจิตตนเองใหม่

=> ซึ่งจะพบความหวัง

=> ที่เสมือนกิเลสอีกตัว ทำให้จิตส่งออกไปรอ

=> กลายเป็นขยายระยะเวลา ของความว่างแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง “เพียงแค่รู้แต่ไม่จริง”

=> * หรือรวมถึง “รู้ว่าเป็นตัวตนหนึ่ง แต่กลับยังไม่เป็นแบบนั้นจริงๆ” เช่น รู้ถึงสภาวะสงบจะมีอะไรบ้าง เกิดแสงสว่าง หรือสงบมืดในสมาธิ รับรู้การผ่อนคลายตามอาการต่างๆ แต่นิสัยกลับยังคงไม่ใช่ผู้สงบ อาจยังโมโหง่าย ปล่อยวางสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จนแสดงอาการอยากหรือกระทำบางอย่างเพื่อบางอย่าง

* ระบบว่างที่ก่อปัญญา

=> ทำงานคล้ายการแปลความของระบบเอไอ

=> เพราะเป็นความว่างในธรรมชาติ

=> ซึ่งสามารถจะรวมกระแสพลังต่างๆเข้ามาในพื้นที่ว่างนั้นได้

* เพียงแต่มันใช้งานคนละฝั่งกัน <ความรู้สึกรู้ - ความคิดสร้าง)

=> ในมนุษย์จะใช้งานได้

=> เมื่อมีสติมากพอ

=> และมีพื้นที่นิ่งภายในกว้างขึ้นจนรองรับความละเอียดชั้นนั้นๆได้พอ

=> จึงจะจับรู้กระแสพลังในความรู้สึกระดับใหม่ที่บางเบามากขึ้นๆได้

=> ซึ่งจะทำให้รู้เรื่องราวโดยรวมของจิตอื่นๆที่สัมพันธ์อยู่ในธรรมชาติ ทั้งผู้คน สิ่งต่างๆรอบตัว

=> เมื่อละเอียดจนบริสุทธิ์ขึ้น จะสัมผัสรู้ความรู้สึก ที่อยู่ในธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างต้นไม้ หรือแม้แต่อากาศ และความว่างในบรรยากาศ

* 🪄เพราะทุกสิ่งเกิดจากพลังงาน และพลังงานมีความรู้สึก รวมถึงมนุษย์ด้วยเช่นกัน

3/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยประสบปัญหาคุมตนเองไม่ได้และภาวะซึมเศร้า กระบวนการปรับจิตที่ได้อธิบายไว้ในบทความนี้เป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถฟื้นฟูสุขภาพจิตได้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการฝึกทำจิตนิ่งสงบอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แม้ในช่วงแรกอาจรู้สึกยากและท้อแท้ แต่การอดทนทำบ่อยๆ จะช่วยให้จิตมีความมั่นคงและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ สามารถแยกแยะความคิดและอารมณ์ที่วนเวียนออกไป และไม่ตกอยู่ในกระแสของความว้าวุ่นเหมือนก่อน สิ่งที่สำคัญคือการตั้งสติและรักษาความนิ่งของจิตอย่างต่อเนื่องจนระบบประสาทสามารถโฟกัสที่ปัจจุบันและสิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความสามารถในการควบคุมอาการซึมเศร้าและความเครียดได้อย่างชัดเจน มันเป็นเสมือนการฝึกสมาธิที่ทำให้เกิดความเข้าใจตนเองลึกซึ้ง พร้อมทั้งเกิดปัญญาในวิธีเยียวยาร่างกายและจิตใจผ่านคำสอนตนเอง ในช่วงเรียนรู้ต้องเฝ้าระวังอย่ายึดติดหรือมั่นใจในสิ่งที่จิตรับรู้โดยไม่ตั้งคำถาม เพราะบางครั้งการนิ่งดูและรู้สึกลึกจะสร้างความรู้สึกเหมือนจริงแต่ยังไม่ใช่ความสงบที่แท้จริง ความหวังหรือความอยากจะเข้ามาจึงต้องฝึกแยกแยะ การสละการยึดมั่นถือมั่นในระดับนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสงบถาวร นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อพัฒนาสติและความนิ่งถึงระดับหนึ่งแล้ว จะสามารถรับรู้และสัมผัสพลังในธรรมชาติรอบตัวได้ดีขึ้น โดยเชื่อมโยงความรู้สึกของมนุษย์กับพลังงานธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งช่วยส่งเสริมการเยียวยาและการพัฒนาจิตใจในเชิงบวกอย่างเต็มที่ ดังนั้น การปรับจิตจึงไม่ใช่แค่การควบคุมอาการซึมเศร้าและการควบคุมตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติ ความสงบ และปัญญา สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อความสุขที่ยั่งยืนได้จริง