❣️ทำอย่างไร? เมื่อความกลัวเกิดขึ้น จน “แพนิค หน้ามืด หายใจไม่ออก”❣️

เหตุการณ์วันนี้

มางานศพกับที่บ้าน

พอถึงช่วงนำศพญาติใส่ในโรง

ลูกสาวคนเล็กเกิดอาการหายใจไม่ออก

สิ่งที่ร่างกายลูกเกิดขึ้น สัมพันธ์กับ “ความรู้สึกกลัว”

วันนี้หลับจากปรับความรู้สึกลูกจนปกติ จึงอยากนำประสบการณ์มาแชร์ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เจอเหตุการณ์เดียวกันค่ะ

การแก้ คือ

1. รับฟังอาการ ด้วยอารมณ์ที่นิ่ง (หากเกิดอารมณ์ตาม ให้หายใจจนจิตใจตนเองสงบก่อน จึงปลอบผู้อื่น) เพื่อสามารถทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ไม่บอกไปด้วยอารมณ์ที่สะท้อนแตกแยกจนผิดทาง ไม่เบรคการรู้ตัวของอีกฝ่าย ด้วยคำว่าทไม่เป็นไร หรือรีบให้เหตุผลต่างๆ โจะดยที่เขาและเรา ยังไม่รู้ตัวเอง

2. ใช้การสัมผัส เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย ก่อนจะเชื่อมต่อสู่จิตใจภายใน

3. เมื่อความรู้สึกผ่านคลาย จึงค่อยพาให้รู้สึกในตนเอง (เพราะความรู้สึก จะชัดขึ้นเมื่อจิตใจสงบ ผ่อนคลายมากพอ “จิตตั้งมั่น”)

4. ใช้การถามต่อ เพื่อพาไปให้รู้ลงไปที่ความรู้สึกในกาย&จิตใจ เช่น ถามว่า ทำไม เป็นอะไร รู้สึกยังไง ให้เค้าได้จับความรู้สึกภายในร่างกายตนเอง

5. นิ่งรอ ให้อีกฝ่ายรับรู้ภายในตนเอง สัมผัสตนเอง (อาจใช้มือจับที่อกหรือจุดที่อาการแน่นเกิดขึ้น) จนแรงนั้นชัดขึ้น แล้วแรงนั้นจะหายไปเอง

6. เมื่ออาการดีขึ้น ให้ชวนคุยเรื่องสนุกสนาน หรือพาทำสิ่งอื่น หรือกอด เล่น ด้วยรอยยิ้ม (การแสดงเมตตาบริสุทธิ์ ที่ปรับระบบกระแสลบ ให้ปกติได้อย่างดี) จะช่วยให้ไม่เกิดการย้ำคิดย้ำทำ จนวนในลูปความเศร้าหรือแรงกดอัดเดิมๆอีก

*** ผู้ที่ผ่านการเรียนรู้ตนเอง จะเข้าใจความรู้สึก จนเชื่อมต่อกับจิตใจผู้อื่น ได้ทันที การปรับจึงไวและชัดกว่าผู้ที่ไม่เคยฝึกจิต***

การรับรู้นี้ เกิดจาก

**ตัวรู้ที่พัฒนาช่วงปฏิบัติ จะพัฒนาได้แบบนี้ค่ะ

1. ตัวรู้ จากการ ผ่านประสบการณ์สัมผัสพลังงานธรรมชาติ โดย ”จิตที่ตั้งมั่นในฌาณ“ จะรับรู้กระแสต่างๆในธรรมชาติที่ส่งผลต่อระบบธรรมชาติด้วยกัน และส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ด้วย

=> ทำให้เข้าใจแรง (พลังความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ที่รวมตัวเป็นความเศร้า กลัว และกดดัน)

=> พลังเหล่านี้ จะส่งผลอยู่ภายในร่างกาย ปิดการเคลื่อนโฟลว์ของจักระต่างๆ (การหมุนเวียนของเลือดลม)

=> เมื่อความรู้สึกแรงขึ้น จะกดอัด เหมือนพลังไปดันกดจุดในกาย เมื่อความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้นบ่อยๆ จากการย้ำคิดย้ำทำ และย้ำอารมณ์เดิมๆ จะเกิดการรวมพลังมากขึ้น อัดลงในจุดต่างๆภายในร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการชัดขั้นในระยะสั้น และสะสมเป็นโรคในระยะยาว

2. ตัวรู้ จากการเรียนรู้ภายใน ผ่านการแก้ปมในตนเองซ้ำๆ

=> ระบบสมองจะจดจำโครงสร้างแยกรายละเอียดตามลำดับกระแสแรงส่ง เชื่อมโยงกับผลที่เกิดเหตุนั้นได้

=> ปัญญาภายในจะทำงานอัตโนมัติ เมื่อจิตว่าง และเกิดการจดจำวิธีการคลาย จนสามารถแก้ปมเดิมให้เคลียร์ได้ไวขึ้น จนสลายหายหมด

=> สมองจะเข้าใจวิธีเคลียร์แรงเหล่านั้น และทำงานปรับระบบไวขึ้น กลายเป็นปัญญาทางโลก ที่ช่วยให้ทำความเข้าใจ เหตุ-ผล การปรับเปลี่ยนตามขั้นตอน

3. ตัวรู้ จากจิตนิ่ง ในชีวิตประจำวัน แต่ละขณะ

=> เมื่อสังเกตุกิเลสต่างๆในตนเอง ที่เสริมแรงให้กระทำหรือแรงส่งความรู้สึก จิตจะเข้าใจเหตุ-ผล ไปตามประสบการณ์นึงๆ จนเกิดการตื่นรู้ ทีละขั้น และสามารถก้าวข้ามเหตุเดิมๆ ง่ายขึ้นเรื่อยๆ

=> ผู้ที่ผ่านการเรียนรู้ในสมาธิ นิมิต และปล่อยวางอารมณ์เหล่านั้น จนเป็นปกติได้ จะเสริมให้จิตนิ่งก่อนเจอสถานการณ์จริงบนโลก จึงไม่ตระหนก ไม่หวาดกลัว => จิตที่นิ่ง ทำให้จับกระแสธรรมชาติในชีวิตประจำวันได้ชัดขึ้น

=> เมื่อถึงจังหวะที่อาการรอบด้านเกิดบางสิ่งขึ้น จิตนั้นจะรู้ชัดถึงสาเหตุ แล้วไม่ต่อความรู้สึกให้เกิดอาการขึ้น

=> หากจิตนั้นปรับระบบจนมั่นคงมากพอ จะมีแรงขยายออก ส่งผลต่อคนรอบข้างให้สงบตามได้

=> จิตที่แกร่ง จากปัญญาญาณ “ปัญญาผ่านการเรียนรู้ตนเอง&ธรรมชาติ (วิปัสสนา) จึงสามารถปรับความรู้สึกผู้คนให้กลับมาเป็นปกติ

**ข้อควรระวัง อย่ายุ่งกับพลังของใครด้วยความอยากช่วย อยากทำลาย** เพราะทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ พลังจิต จิตที่ยังไม่มั่นคง จะเกิดผลสะท้อนรับอยู่ภายใน ให้ต้องปรับเคลียร์ตนเองต่อไป จิตที่ไม่สมดุลย์ จะผลักความแรงออกไป ก่อการสะท้อนหนักขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อความรู้สึกและร่างกาย ที่ทำให้คนเป็นบ้า เพี้ยน หรือส่งต่อ DNA ไปยังลูกหลาน เพราะพลังงานจะยังคงทำงานอยู่ในตัวตน => เรา ธรรมชาติ โลก & จักรวาล เสมอ

#เทรนด์วันนี้ #แก้ความกลัว #แก้อาการแพนิค #ปรับพลังงาน

3/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงเมื่อพบเหตุการณ์ที่ลูกสาวเกิดอาการแพนิค หน้ามืด และหายใจไม่ออกขณะไปร่วมงานศพ สิ่งที่ชัดเจนคืออาการทั้งหมดมีต้นเหตุมาจาก "ความกลัว" ที่สะสมและส่งผลกระทบต่อระบบกายอย่างรวดเร็ว การรับมือเบื้องต้นที่ทำได้คือการรักษาความนิ่งของตนเองก่อน เพื่อเป็นพลังส่งต่อให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยและไม่ตื่นตระหนกตามไปด้วย การใช้สัมผัส เช่น การจับมือ หรือการวางมือบนอก ช่วยปลอบประโลมทางร่างกายและทำให้อารมณ์ผ่อนคลายมากขึ้น จิตใจจึงเริ่มนิ่งและสามารถประมวลผลความรู้สึกได้ดีขึ้น เทคนิคการตั้งคำถามลึก ๆ อย่างใจเย็น เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คนที่ตกอยู่ในอาการแพนิคได้ฝึกสำรวจความรู้สึกภายใน ซึ่งความชัดเจนของอารมณ์ที่ได้รับการยอมรับ จะนำไปสู่การปล่อยวางและคลายแรงกดดันในใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ บางครั้งการเพียงแค่เฝ้ารอให้อีกฝ่ายสัมผัสความรู้สึกของตัวเองอย่างเต็มที่ ก็เพียงพอที่จะทำให้อาการคลายตัวลงโดยไม่ต้องรีบร้อนบอกให้หายใจหรือบอกว่าไม่มีอะไร นอกจากนี้ การส่งเสริมจิตใจที่เข้มแข็งด้วยการฝึกสมาธิและการทำความเข้าใจในธรรมชาติของอารมณ์ คือการเตรียมตัวที่ดีที่สุดสำหรับการเผชิญหน้ากับความกลัวและอาการแพนิคในอนาคต เมื่อเราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความรู้สึกและผลกระทบที่มีต่อร่างกาย เราจะมีภูมิคุ้มกันทางใจและร่างกายที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญคือการเคารพพลังของแต่ละคน และไม่พยายามแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผู้อื่นด้วยเจตนาดีที่อาจจะก่อผลเสียได้ การรักษาความสมดุลของจิตใจตนเองก่อน คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในระยะยาว นี่คือเรื่องราวและคำแนะนำจากประสบการณ์จริง ที่อยากให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้ในสถานการณ์ที่พบเจออาการแพนิคหรือความกลัว เพื่อการฟื้นฟูทางจิตใจและร่างกายอย่างแท้จริง

ค้นหา ·
starbucks spring brend แคลอรี่