Automatically translated.View original post

250 kW charging. Why is the actual use time never always possible?

Maximum charging power figures, such as 250 kW, are just peak points that a car might pick up at some stage, not average speeds throughout charging.

Actual speed also depends on many factors - battery percentage, battery temperature, cabinet power, number of cars in concurrency, and station lighting system.

So when you look at an EV, don't just look at the Peak kW numbers on the specs, but you should see

Charge from 10-80% How many minutes to use?

How much is the average charging?

How's the Charging Curve?

How much power does the station we actually use?

The car with the highest peak. It may not always be the car that finishes charging the fastest.

The question is, when you look at an EV, do you only look at Peak kW or at the actual charging time?

♪ Electric train # EV car # EVThailand# Charge the electric train# DCFastCharge

7/17 Edited to

... Read moreจากประสบการณ์ที่ผมได้ลองชาร์จรถ EV ในหลายสถานีและสภาพอากาศต่างๆ ทำให้เข้าใจลึกซึ้งว่าตัวเลข 250 kW ที่โฆษณานั้นเป็นเพียงจุดสูงสุดหรือจุดพีคที่รถสามารถรับไฟได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ความเร็วเฉลี่ยที่เราจะได้ตลอดช่วงการชาร์จตั้งแต่เริ่มจนเต็มแบตฯ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเร็วชาร์จจริงมีหลากหลาย เช่น "เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่", "อุณหภูมิของแบตเตอรี่", "กำลังไฟของตู้ชาร์จ", "จำนวนรถที่ชาร์จพร้อมกัน" และ "ระบบไฟฟ้าของสถานี" ตัวอย่างเช่น เมื่อแบตเตอรี่รถอยู่ในระดับต่ำมาก อาจรับกำลังไฟได้สูงขึ้นในช่วงต้น แต่เมื่อแบตใกล้เต็ม กำลังไฟจะค่อยๆ ลดลงเพื่อลดความร้อนและยืดอายุแบตเตอรี่ นอกจากนี้ อุณหภูมิของแบตเตอรี่มีผลอย่างมาก ในวันที่อากาศร้อนหรือหนาวจัด แบตเตอรี่จะไม่รับกำลังไฟเต็มที่ ทำให้ความเร็วชาร์จลดลง ส่วนบางรถ EV มีระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่อย่างเยี่ยมยอด ช่วยรักษาการชาร์จให้เสถียรมากขึ้น ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือสถานีชาร์จจริง หากสถานีอยู่ในพื้นที่ที่มีรถใช้พร้อมกันมาก หรือระบบไฟฟ้าของสถานีไม่ได้รองรับกำลังสูงสุด ก็จะทำให้กำลังไฟลดลงและการชาร์จช้าลงตามไปด้วย จากประสบการณ์จริง ผมมักจะดูข้อมูลเวลาที่ใช้ชาร์จจากแบต 10-80% มากกว่าตัวเลข Peak kW เพียงอย่างเดียว เพราะเวลานี้แสดงถึงประสิทธิภาพและความสะดวกในการชาร์จมากกว่า ทั้งนี้เส้นโค้งการชาร์จ (Charging Curve) ก็เป็นข้อมูลที่ควรพิจารณาเพื่อดูว่ารถ EV จะชาร์จเร็วในช่วงไหนและลดลงเมื่อไร สรุปแล้ว การเลือกซื้อหรือใช้รถ EV อย่ามองแค่ความเร็วชาร์จสูงสุดบนสเปก แต่ควรพิจารณาจริงจังที่เวลาชาร์จจริงและประสบการณ์การใช้ในสถานีที่เราใช้ประจำ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ผิดหวังในประสิทธิภาพการชาร์จที่แท้จริง