ถึงผู้กำลังสมัครงานทุกคนจ้ะ

เราเข้าร่วมสัมภาษณ์งานมาตลอด20ปี++ที่เราทำงานมา อยากบอกสิ่งที่รู้สึก และเห็นผ่านห้องสัมภาษณ์ไป ถึงผู้ที่กำลังจะสัมภาษณ์งานอยู่ทุกๆคนว่า เราเป็นกำลังใจให้ทุกๆคน ขอให้ได้งานที่หวังกันไวๆนะคะ ส่วนคำแนะนำข้างล่าง ลองอ่านเล่นๆเผื่อเป็นประโยชน์ในการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปของคุณค่ะ

🗣1) ตัวคุณในห้องสัมภาษณ์ ควรเป็นคุณในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ที่คุณจะเป็นได้ แต่ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นใครที่ไม่ใช่คุณ เพราะถ้าในเวลา30นาที-1ชั่วโมง คุณยังพยายามแสดงสิ่งที่ดีที่สุดของคุณออกมาไม่ได้ คุณก็ดูเหมือนไม่จริงจังกับงานที่คุณสมัครเท่าไร แล้วตอนทำงานคุณจะเป็นยังไงนะ พวกเราทีมสัมภาษณ์ก็คิดนะ

🗣2) การสอบสัมภาษณ์ผ่าน-ไม่ผ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับความเก่งหรือความดีของคุณ เพราะฉะนั้น อย่าคิดลบ ต่อว่าหรือด้อยค่าตัวเอง ถ้าคุณทำข้อ1เต็มที่แล้ว จากประสบการณ์ที่มีมา คนเก่งๆ ตกสัมภาษณ์มีมากมาย เพราะสุดท้าย ทีมผู้สัมภาษณ์จะนำตัวตนของคุณมาลองเทียบกับคนอื่นๆในแผนก ถ้าคุณดูมีแนวโน้ม ที่จะเข้ากันได้กับทีมงาน คุณก็มีโอกาสผ่านมากกว่า ซึ่งทีมงานนั้นอาจจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มนึง ที่อาจจะคล้ายคุณ ทั้งในด้านบุคลิก ช่วงโซนอายุ หรือคนละขั้วกับคุณเเบบเเตกต่างกันสุดๆก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นถ้าทำดีแล้วไม่ได้งาน อาจจะต้องขอบคุณผู้สัมภาษณ์ เขามองแล้วว่าคุณน่าจะเข้าไม่ได้กับทีมงานในองค์กรเขา เข้าไปทำงานร่วมกัน คุณอาจจะทุกข์มาก หรือทนทำได้ไม่นานก็ได้นะ

🗣3)มารยาท ในห้องสัมภาษณ์ การยกมือไหว้แบบที่คนไทยพึงปฎิบัติ หรือการนั่งในท่าสุภาพ แต่ผ่อนคลาย เป็นสิ่งที่หลายคนพลาด อยู่นะคะ เราเครียดบางทีเราก็เผลอทำอะไรไม่รู้ตัวค่ะ เช่นนั่งเขย่าขา

ขอแนะนำท่าสำรวมอาการที่ดีท่านึงค่ะ

คือนั่งปกติเเล้วกุมมือตัวเองเบาๆวางบนโต๊ะค่ะ ตัวเราจะนิ่ง และดูสุขุมมากขึ้น บางคนมือสั่นระหว่างตอบสัมภาษณ์การกุมมือก็ช่วยได้ค่ะ

🗣4)การนั่งให้คนรุมถาม มันเครียด มันทำให้เราไม่เป็นตัวเองค่ะ เพราะฉะนั้น การหาวิธีให้ตัวเองดูสงบได้แม้ว่าข้างในจะอยากกรี้ดก็จำเป็นนะคะ เช่นการกดเท้าลงพื้นให้เเน่นขึ้น หรือบีบมือให้แน่นขึ้นแล้วคลาย ก็ดึงสติได้ค่ะ

🗣แนะนำเพิ่มเติม:ส่วนตัวคิดว่าช่วงไอซ์เบรค เกิดได้ด้วยตัวเองค่ะตั้งแต่เดือนเปิดประตูเข้ามา ไหว้ และเดินสู่โต๊ะสัมภาษณ์ เราสามารถพูดคุย หรือสอบถามเพื่อลดความตึงของชั้นบรรยากาศได้ เช่น ขออนุญาตนั่งนะคะ ขออนุญาตวางกระเป๋าตรงนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ ฟังดูงี่เง่าใช่ไหมคะ แต่ถ้าคุณพูดเยอะๆตอนที่คุณเกร็ง เดี๋ยวตอนคำถามจริงมา คุณจะตอบลื่นขึ้นค่ะ

🗣5)พูดน้อยไปไม่ดี เยอะไปก็ไม่ได้ อย่าลืมว่าช่วงเวลา ขายตัวตนของคุณมันแสนสั้น ทำยังไง ให้เขาเห็นความน่ารัก ของคุณ ความเหมาะสมที่จะทำงานนั้นๆของคุณ ถ้าคุณเกร็งจนพูดน้อย คุณก็เสียโอกาส พูดมากไปจนจับความไม่ได้ว่าอยากสื่ออะไรก็ไม่ดี แต่มี0.1%ที่ พูดมากไปมาก แต่ผ่านสัมภาษณ์งานก็มีค่ะ พิเศษมาก เคสนั้น หัวหน้าสายตรงที่มาสัมภาษณ์งานเขาเห็นถึงความหิวงานในการพูดมากนั้นค่ะ ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะผ่านสัมมภาษณ์แบบนี้

🗣6)หาความรู้ในองค์กรที่คุณไปสมัครงานไว้บ้างค่ะ ตอนสัมภาษณ์งาน เรารู้ว่าคุณสนใจในตัวงาน แต่คุณรู้จักบริษัทที่คุณมาสมัครดีแล้วหรือยังคะ เขาทำธุรกิจอะไร ขายอะไร เขามีความโดดเด่นในตลาดนั้นๆเรื่องอะไร เพราะยังไง คุณก็โดนถามอยู่แล้วว่า ทำไมถึงมาสมัครงานกับที่นี่คะ คุณจะตอบว่า ใกล้บ้าน เงินเดือนน่าสนใจหรือ งานที่เปิดรับน่าสนใจ ตรงกับที่เรียนมาอย่างเดียวไม่ได้หรอกน้าา ถ้างั้น ถ้าเกิดมีบริษัทอื่นถ้าใกล้บ้านคุณกว่า เงินดีกว่า สโคปงานตรงสายเรียนมากกว่า คุณก็จะออกจากที่นี่ไปหาที่ใหม่สินะ ?

🗣7)ถ้าน้องๆที่เรียนอยู่มาอ่าน พี่อยากบอกว่า เกรดไม่สำคัญที่สุด แต่สำคัญ บางบริษัท ดูเกรดรวม ถ้าผ่าน ค่อยมาสอบสัมภาษณ์ก็มี เช่น เกรดเฉลี่ยต้องเกิน 2.5 เป็นต้นค่ะ หรือเกรด บางวิชาที่มันจำเป็นต่อสายงานที่น้องอยากจะทำในอนาคต พยามฝืนใจตั้งใจเรียนดีกว่าจ้ะ ทรานสคริปมาเห็น D,Fในวิชาหลักๆ ยกตัวอย่างอย่างสายวิศวะ ได้D ในวิชาDrawing,calculusมันก็จะโดนถามจี้เยอะได้ค่ะ

🗣8)เปิดใจ ให้กว้าง ให้เรามีออพชั่นเลือกทำงานที่หลากหลายไว้ค่ะ ตอนสัมภาษณ์คุณอาจถูกถามว่า ถ้าเข้ามาแล้วได้ทำงานที่ไม่ตรงสาย ที่เรียนมาคุณคิดว่าอย่างไร งานทุกงานต้องการความรู้พื้นฐานที่คุณเรียนมา แต่พอมาเข้างาน ก็แทบต้องเรียนรู้กันใหม่ทั้งนั้นค่ะหลังเรียนรู้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว คุณอาจจะเพิ่งเข้าใจทีหลังก็ได้ว่า อ้าว งานที่ทำ ไม่ได้ตรงกับสายที่เรียนมาก็เป็นได้ แล้วคุณอาจจะหางานที่ตรงสายมากกว่าในตอนทำงานไปแล้วสักพักก็เป็นได้ แต่อัตราส่วนคนที่จบมาและทำงานตรงสายเป้ะๆ ก็ไม่ได้มีมากนักหรอกนะคะ ลองเปิดใจดูก่อนถ้ามันไม่ตรงจริตจริงๆ ค่อยหาทางขยับค่ะ ที่เห็นมา จบ วิทยาศาสตร์ก็ทำสายวิศวกรรมได้ แต่ต้องเรียนรู้งานหน้างานเพิ่มเติม หรือจบวิศวกรรมศาสตร์ วันนึงก็เติบโตเป็นหัวหน้า ต้องเรียนรู้เรื่อง การบริหารจัดการ บางทีต้องอ่านงบดุลให้ได้ เข้าใจเรื่องการเงิน ต้องข้ามไปสายบัญชีไปอีก

ภาควิชาที่เราเรียนคือพื้นฐาน ในการทำงาน ส่วนงานที่เราทำ เป็นส่วนต่อขยาย จากสิ่งที่เราเรียนมา ทำให้เราแตกแขนงความรู้ออกไปกว้างขึ้น อย่าคิดว่า ไม่ตรงสายก็ไม่เอาแล้วดีกว่าค่ะ คนที่จบมาทำงานตรงกับสิ่งที่เรียนมาก็ยินดีด้วยนะคะ ไม่ได้ว่า ว่าคุณ ไม่แตกแขนงองค์ความรู้นะคะ กลับกันคุณจะได้ลงลึกในสิ่งที่เรียนมา ไปสู่การเป็นผู้ชำนาญการเรื่องนั้นๆเฉพาะ ค่ะ(Specialist)

🗣9)คำถาม ที่คุณควรเตรียมคำตอบ +ซ้อมตอบมาจากบ้าน คือ ข้อดี-ข้อเสีย ของคุณคืออะไร และอีกคำถามยอดฮิต นั่นคือ ทำไมเราต้องจ้างคุณ

คำถามสั้นๆ แต่ทำให้หวั่นไหวง่าย คุณควรพูดข้อดีของคุณที่มันดีต่อการทำงานให้ได้ฉะฉาน เช่น เป็นคนพูดเก่ง เข้ากับคนง่าย เลยทำให้การทำงานเป็นทีม ทำได้ง่าย แถม การเข้ากับคนง่าย ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเวลา ต้องทวงตามงานเพื่อนร่วมงานเป็นต้น ข้อเสีย ที่ดูเรียล คือ เพื่อนชอบบอกผมว่า ผมเป็นคน…..เป็นคำตอบที่ดูจริงใจ แต่ข้อเสียนั้นควรเป็นข้อเสียที่ดูดีได้ด้วยนะเช่น เพื่อนชอบบอกว่า ผมชอบโหมทำงานเกินไป ตอนทำงานกลุ่ม /โปรเจค หรือ เพื่อนชอบบอกว่า เวลาผมทำงานกลุ่มผมมักดูดุ หรือเข้มงวดกับคนในทีมมากไป เป็นต้น

🗣10)ควรเป็นตัวเองที่พูดเยอะกว่าปกติหน่อยค่ะ เขาเปิดช่องให้เราถามคำถามได้ เราก็ควร ถามคำถามค่ะ อย่าเกรงใจ อย่าเพิ่งอินโทรเวิดตอนนี้ คำถามที่ดีมีเยอะมากกว่าถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการค่ะ

คำถามที่ดีๆ เช่น

-มีสกิลไหนที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับงานนี้ไหมครับ/คะ

-เล่าบรรายากาศการทำงานคร่าวๆให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ/คะ

เป็นต้นค่ะ

สุดท้าย

นอนให้พอ เดินทางไปถึงก่อนเวลา เตรียมเอกสารให้ครบก่อนวันสัมภาษณ์ เลือกเสื้อผ้า รองเท้ากระเป๋า ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดี

นำเสนอตัวเองในแบบกระชับ ไม่คุยร่ายยาวแต่ข้อดีตัวเองจนคนฟังง่วง

องค์กร ไม่ได้มองหาคนเก่ง เพราะเขาสร้างคนเให้ก่งได้ค่ะ

เขาหาคนที่เหมาะกับหน่วยงานนั้นๆ และตรงกับ คอนดิชั่นของเขา

การสมัครงานยาก แต่อย่าเพิ่งท้อ เป็นกำลังใจให้ และขอให้ได้เจองานที่เหมาะกับทุกๆคนไวๆค่ะ

#สัมภาษณ์งาน

#สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน

#ตอบคำถามสมัครงาน #สมัครงาน

#เรื่องเล่าที่ท่างาน

2025/8/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการสัมภาษณ์งานเป็นขั้นตอนสำคัญที่สะท้อนความเหมาะสมและความพร้อมของผู้สมัครกับองค์กร ในยุคที่ตลาดงานมีการแข่งขันสูง นอกจากการเตรียมตัวโดยสวมบทบาทเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดตามคำแนะนำแล้ว ควรทำความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและลักษณะงานอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับความสนใจและความเข้าใจในบริษัทได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ มารยาทในการสัมภาษณ์ เช่น การนั่งท่าสุภาพและกุมมือตัวเองเพื่อสร้างความสงบ ก็ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีและลดความตึงเครียดได้ ด้วยเหตุนี้จึงควรฝึกฝนเทคนิคการตั้งสติและการสื่อสาร เพื่อสามารถแสดงข้อดีของตนเองอย่างชัดเจนและตอบคำถามยอดฮิต เช่น "ข้อดี-ข้อเสีย" และ "ทำไมต้องจ้างคุณ" ได้อย่างน่าเชื่อถือ สำหรับนักศึกษาหรือผู้ที่ยังเรียนอยู่ แนะนำให้ให้ความสำคัญกับผลการเรียนในวิชาหลักที่เกี่ยวข้องกับสายงาน แต่ยังควรเปิดใจรับงานที่อาจไม่ตรงสายทันที เพราะหลายสาขาวิชาจะช่วยส่งเสริมทักษะและการเรียนรู้งานที่กว้างขวาง ซึ่งจะช่วยให้เติบโตในสายงานได้หลากหลายและยั่งยืน การเตรียมตัวก่อนวันสัมภาษณ์ เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมเอกสารให้ครบ และเลือกเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม มีผลต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจของผู้สมัครมาก รวมถึงควรมีความพร้อมที่จะถามคำถามที่ดีเกี่ยวกับทักษะที่ต้องพัฒนา หรือบรรยากาศการทำงาน ซึ่งแสดงถึงความสนใจและความตั้งใจจริงในการร่วมงานกับองค์กร สุดท้าย การรับรู้ว่าการสอบสัมภาษณ์ไม่ใช่การแข่งขันที่วัดความเก่งอย่างเดียว แต่คือการค้นหาคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทีมงานและองค์กร จะช่วยให้ผู้สมัครไม่ท้อถอยและพร้อมเปิดใจในเส้นทางสายอาชีพอย่างมั่นใจ

7 ความคิดเห็น

รูปภาพของ Versatile lawyer
Versatile lawyer

เป็นข้อแนะนำที่ดีมากค่ะ แต่จากประสบการณ์ทำงาน 20 ปีของพี่ข้อเดียวที่ไม่เข้ากับพี่คือ เป็นตัวของตัวเองที่พูดมากขึ้นนิดหน่อย เพราะพี่มีสองโหมดคือโหมดเงียบ กับโหมดพูดเยอะแบบไม่ต้องเพิ่ม เดี๋ยวมันล้น😂 เอาเป็นว่าพูดแต่พอดี ถามคำตอบคำก็ไม่ไหว 🤩

ดูเพิ่มเติม(1)
รูปภาพของ A Maprang✨
A Maprang✨

เป็นประโยชน์มากค่ะไม่ได้สัมภาษณ์งาน 10 ปีขอคำปรึกษาเรื่องเครื่อฝแต่งกายสำหรับบริษัทใหญ่และglobal หน่อยค่ะ หากเราใส่smart cause แบบกางเกงได้ไหมคะ ไม่อยากใส่กระโปรงตอนนี้กำลังหางานใหม่ และทำบริษัทเดียวที่เป็นsmeมาตลอดเลยไม่ค่อยมั่นใจเลย

ดูเพิ่มเติม(2)

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม