Automatically translated.View original post

Silence is the wave of power under the sea.

Stubborn is not what it means to be stubborn, not to listen to anyone.

Stubborn is silent because of thinking, it is a doorbell, it is a thought in the heart, talking about stubbornness, and explaining to parents becomes an argument, and you choose to keep the will of parents all along.

When one day, when life is broken, the high pressure that it has in it has saved to this day, the precious stubbornness, the uncompromising stubbornness of fate, the strength taken from parents is the test... that this quiet stubbornness is stubborn in a way that is itself, and must be stubborn for children and myself... more.

How stubborn not to see.. is the high pressure in the deep, like the waves in the upper reaches..

From now on, not stubborn and stable, will be pushed to fall slowly, continue to fight with all your strength, not retreat.# mystery # tiktok # Told to each other by Aunt Jo cnx # Happiness

1/13 Edited to

... Read moreถ้าใครกำลังค้นหา “ศีลข้อ 10” เพราะรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยกับความอยาก ความเปรียบเทียบ หรือความรู้สึกขาดตลอดเวลา เราเข้าใจเลยค่ะ…มันเหมือนคลื่นใต้น้ำที่คนอื่นไม่เห็น แต่ข้างในแรงมาก ศีลข้อ 10 ในทางพุทธ คือ “เว้นจากอภิจฉา” หรือการโลภอยากได้ของคนอื่น/ของที่ไม่ใช่ของเรา (อยากได้ทรัพย์ของเขา อยากได้สิ่งที่เขามี อยากได้แบบไปยึดว่า ‘มันควรเป็นของฉัน’) จุดสำคัญไม่ใช่แค่ไม่ขโมยนะคะ เพราะเรื่องขโมยจะอยู่ในศีลข้อ 2 แต่ศีลข้อ 10 ลึกกว่า คือจัดการ “ใจที่อยาก” และ “ใจที่ยึด” ตอนหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราเป็นคนดื้อเงียบ ดันทุรังสูง ไม่ค่อยบอกใครว่าข้างในสู้แค่ไหน เราจะมีนิสัยอีกอย่างแถมมาด้วยคือ “อยากให้มันดีขึ้นเร็วๆ” อยากมีเหมือนคนอื่น อยากผ่านปัญหาให้ไว พอเห็นคนอื่นมีบ้าน มีเงิน มีงานมั่นคง ใจก็แวบหนึ่งว่า…ทำไมเราไม่มีบ้าง นั่นแหละค่ะ อาการเริ่มของศีลข้อ 10 แบบในชีวิตจริง วิธีที่เราใช้ฝึก (แบบไม่ต้องเคร่งจนกดตัวเอง) มีประมาณนี้ค่ะ 1) แยก “อยากพัฒนาตัวเอง” ออกจาก “อยากได้ของเขา” เรายังตั้งเป้าหมายได้ แต่ลองเช็กใจว่าเรากำลังอินสไปร์หรือกำลังอิจฉา ถ้าใจหงุดหงิด ขุ่น หรืออยากให้เขาหายไปจากฟีด แปลว่าเริ่มหลุดศีลข้อ 10 แล้ว 2) ใช้ประโยคเตือนใจสั้นๆ ตอนคลื่นในใจมา เราชอบพูดกับตัวเองว่า “ของเขา เราไม่เอา” หรือ “ของเรา จะมาในเวลาของเรา” มันช่วยหยุดความคิดที่กำลังพุ่ง ไม่ให้ลากไปไกลจนทุกข์ 3) ฝึกขอบคุณสิ่งที่มีแบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่คิดลอยๆ แต่เขียนออกมาเลย 3 ข้อ/วัน เช่น วันนี้ยังมีแรงทำงาน มีข้าวกิน มีคนที่รักเรา ความดันทุรังของฉันที่เก็บไว้ในใจ มันทำให้รอดมาได้จริงๆ พอเห็นคุณค่าตัวเอง ความอยากของคนอื่นจะเบาลง 4) ลดสิ่งกระตุ้นความอยาก (โดยเฉพาะโซเชียล) ถ้าช่วงไหนใจเปราะ เราจะลดดูคอนเทนต์อวดของ/เปรียบเทียบ แล้วไปดูอะไรที่พาใจสงบแทน เพราะศีลข้อ 10 คือการดูแล “สิ่งที่ใจรับเข้าไป” ด้วย 5) แผ่เมตตาให้คนที่เราอิจฉา ฟังดูยาก แต่ได้ผลมาก เราจะลองนึกว่า “ขอให้เขามีความสุขจริงๆ” แล้วกลับมาถามว่า “แล้วเราจะดูแลชีวิตเราให้มั่นคงยังไง” มันเปลี่ยนพลังจากอยากแย่ง เป็นอยากสร้าง สุดท้าย การรักษาศีลข้อ 10 ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนไม่ทะเยอทะยานนะคะ แต่ทำให้เรา “ทะเยอทะยานแบบไม่ทุกข์” ไม่ต้องเอาชนะใคร แค่ยืนให้มั่นคงของเราเอง เหมือนคลื่นใต้น้ำที่แรง แต่พาเราไปต่อได้แบบเงียบๆ และมีเหตุผลเสมอ