ศิลปะแห่งการไม่ตกเป็นเหยื่อ อาจารย์ตฤณห์ แนะนำมากกก อ่านเพลิน

‘ ส่วนใหญ่คนเราไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะตกเป็น “เหยื่อ” เพราะเราเชื่อว่าตัวเองฉลาดพอ รู้เท่าทันพอ

แต่ความจริงคืออาชญากรไม่ได้เลือกเหยื่อจากความฉลาด แต่มันเลือกจาก “จังหวะที่เราจะประมาท” ได้นั่นเอง ’

#ศิลปะแห่งการไม่ตกเป็นเหยื่อ

.

อ่านแล้วชอบประโยคขั้นต้นมาก เลยหยิบมาอ่านเต็มๆ นี่คือหนังสืออีกเล่มที่มีประโยชน์และอยากให้ทุกคนได้อ่านมากครับ

เป็นหนังสือที่แนะนำแบบเพื่อนเล่าให้ฟัง เพื่อให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะมาจาก มิจจี้ต่างๆ เพื่อน คนรอบตัว จากความไว้เนื้อเชื่อใจ ความรัก ความสัมพันธ์

เป็นหนังสือที่ครอบคลุมเนื้อหาในทุกด้านในชีวิต รอดพ้นจาก Bias / Red Flag / Love Bombing / Gaslighting / รู้ทันมิจจี้ หรือคนที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์จากเรา ให้เรารับมือได้ มีวิธีการแนะนำ หลักการที่ใช้ได้จริง อาจารย์ตฤณห์ยังยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นจริงให้ได้อ่าน และเรียนรู้ไปอีกด้วย บางเคสอึ้งจึ้งมากครับ

.

ขอบคุณ DOT Books สำหรับหนังสือดีๆ แบบนี้ด้วยนะครับ 🖤#Lemon8ฮาวทู #หนังสือพัฒนาตัวเอง #หนังสือฮีลใจ #BookReview

2025/12/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังอ่าน “ศิลปะแห่งการไม่ตกเป็นเหยื่อ” ของอาจารย์ตฤณห์ (ดร. ตฤณห์ โพธิ์ศรีสุข) สิ่งที่ติดหัวที่สุดคือแนวคิดว่า “เขาไม่ได้เลือกเหยื่อจากความฉลาด แต่เลือกจากจังหวะที่เราประมาท” ซึ่งพอเอามาส่องชีวิตจริงแล้วมันใช่มาก เพราะหลายครั้งเราไม่ได้พลาดเพราะไม่รู้ แต่พลาดเพราะเหนื่อย เหงา รีบ หรืออยากเชื่อคนตรงหน้าเกินไป อีกพาร์ตที่อ่านแล้วได้ทบทวนตัวเองคือหัวข้อ Lesson Learned ในเล่ม เหมือนเป็นสรุปบทเรียนหลังจบแต่ละเคส ทำให้เราหยุดคิดว่า “รอบหน้าจะกันยังไง” ไม่ใช่แค่อ่านแล้วอินแล้วจบ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ที่เป็นพิษและการขอความช่วยเหลือ หนังสือย้ำหลายครั้งว่าบางอย่างเราอาจลบอดีตที่เจ็บปวดไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะไม่เป็นเหยื่อของมันตลอดไป เผื่อใครเสิร์ชคำที่เจอบ่อยในเล่ม ขอแชร์แบบเข้าใจง่ายจากที่อ่านมา: 1) Love bombing คืออะไร / bombing แปลว่าอะไร - bombing แปลตรงตัวว่า “การทิ้งระเบิด/การถล่ม” พอมาอยู่ในคำว่า love bombing จะหมายถึง “การถล่มความรัก” คืออีกฝ่ายทุ่มหนักเกินปกติในช่วงแรกๆ เช่น ชมไม่หยุด ทักทั้งวัน ซื้อของให้ พูดอนาคตไกลเร็วมาก จนเรารู้สึกว่าพิเศษและผูกพันไว - สิ่งที่ต้องระวังคือมันอาจเป็น “การควบคุมที่แฝงมากับการทุ่มเท” พอเรารับความรักถล่มๆ ไปแล้ว วันหนึ่งเขาอาจเริ่มเรียกร้อง แลกเปลี่ยน กดดัน หรือทำให้เรารู้สึกผิดถ้าไม่ทำตาม 2) Gaslighting คืออะไร (สั้นๆ) - เป็นการทำให้เราสงสัยความคิด/ความจำของตัวเอง เช่น บอกว่า “เธอคิดมากไปเอง” “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น” จนเราค่อยๆ ไม่มั่นใจ และยอมตามเพื่อให้ความสัมพันธ์สงบ 3) lesson learned คืออะไร - แปลว่า “บทเรียนที่ได้เรียนรู้” หรือ “ข้อสรุปที่ควรจำจากประสบการณ์” ในหนังสือใช้เป็นเหมือนเช็กลิสต์เตือนใจหลังอ่านเคสจริง ช่วยให้เราเอาไปใช้ต่อได้ ถ้าจะเอาไปใช้ทันทีแบบเป็นรูปธรรม เราลองทำ 3 อย่างนี้หลังอ่านแล้วเวิร์กมาก: - ตั้งกฎกับตัวเองเรื่อง “ความเร็ว” (ไม่ตัดสินใจเรื่องเงิน/ความรัก/สัญญาในวันที่อารมณ์พุ่ง) - ฝึกพูดว่า “ขอคิดดูก่อน” และ “ไม่สะดวก” ให้เป็นประโยคพื้นฐาน - ถ้ามีสัญญาณแปลกๆ ให้เล่าให้คนที่ไว้ใจฟัง 1 คนเสมอ เพราะตอนเราเหงาหรือใจอ่อน มันเป็นช่องโหว่ที่ทำให้มองข้าม Red Flag ได้ง่าย โดยรวมเล่มนี้เหมาะกับคนที่อยากกันตัวเองจากมิจฉาชีพและคนหวังผลประโยชน์ รวมถึงคนที่อยากมองความสัมพันธ์ให้ชัดขึ้น อ่านเพลินแต่ได้มุมคิดกลับมาเยอะมาก