4/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากได้ลองชาร์จที่ตู้ ReverSharger แล้ว ขอมาเล่าประสบการณ์แบบคนใช้จริง เผื่อใครกำลังหาตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ “ค้นหาง่าย มีทั่วประเทศ” และอยากรู้ว่าเริ่มต้นใช้งาน/จ่ายเงินยังไงค่ะ 1) วิธีเริ่มใช้งาน: หาโลเคชันตู้ + เข้าแอป ปกติเราจะเริ่มจากค้นหาสถานีในแอปของผู้ให้บริการ (บางตู้จะมี QR ให้สแกน) เช็กก่อนว่าตู้ที่ไปเป็น AC หรือ DC เพราะมีผลกับเวลาและหัวชาร์จที่รองรับ ถ้าเป็นสายชาร์จรถยนต์แบบพกพา (AC) ต้องดูด้วยว่าจุดจอดมีปลั๊กและระบบไฟรองรับไหม แต่ถ้าไปตู้ชาร์จสาธารณะส่วนใหญ่จะมีหัวให้เลือกตามรุ่นรถค่ะ 2) เติมเครดิต/การจ่ายเงิน (Add Credit / Visa) รอบที่เราใช้มีตัวเลือก “Add Credit” ทำให้เริ่มชาร์จได้ไว ไม่ต้องจ่ายหน้างานให้ยุ่งยาก ใครที่มีบัตร Visa ก็สะดวกมาก เติมแล้วกดเริ่มชาร์จได้เลย แนะนำให้เติมเผื่อไว้เล็กน้อย เพราะบางทีเรากะ kWh ไม่เป๊ะ โดยเฉพาะถ้าแบตเหลือน้อยค่ะ 3) ราคาเริ่ม 6.4 บาท/kWh คุ้มไหม? จากหน้าจอตู้ที่เจอขึ้นราคาเริ่ม 6.4 THB/kWh* ซึ่งถือว่าโอเคสำหรับการชาร์จนอกบ้าน (ความคุ้มขึ้นอยู่กับช่วงเวลา/โปร/สถานที่) ทริคของเราคือพยายามชาร์จช่วงแบตไม่ต่ำมาก และหยุดเมื่อใกล้ 80% เพราะช่วงท้ายจะชาร์จช้าลง ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น 4) เช็กความปลอดภัย: เบรกเกอร์, ระบบกราวด์, สายไฟ หลายคนอาจไม่ได้สนใจ แต่ถ้าต้องชาร์จที่จุดที่มีการเดินสายไฟเอง เช่น ร้าน/บ้าน/อู่ ควรให้ช่างตรวจ “ระบบกราวด์ไฟฟ้า” และ “แท่งกราวด์” ให้ถูกต้อง รวมถึงเบรกเกอร์ให้เหมาะกับโหลด (บางงานอาจต้องใช้ RCD/Type B ตามมาตรฐาน) เพื่อป้องกันไฟรั่วและปัญหาไฟดูด ส่วนสายพาวเวอร์พร้อมปลั๊ก/ท่อเดินสายไฟควรเป็นของมาตรฐาน ไม่ใช้ของถูกเกินไปค่ะ 5) ก่อนเสียบชาร์จ ควรทำอะไรบ้าง - ดูสภาพหัวชาร์จ/สายว่าไม่ชำรุด - จอดให้พอดี ไม่ดึงสายตึง - ถ้าตู้มีหลายหัว ให้เลือกให้ตรงกับรถ - ระหว่างชาร์จเช็กในแอปเป็นระยะว่าไฟเข้าและคิดราคาเป็นปกติ โดยรวม ReverSharger ให้ความรู้สึก “สะดวก ง่าย คุ้ม” ตามที่หน้าจอตู้ขึ้นเลยค่ะ ใครกำลังมองหาตู้ชาร์จที่จ่ายง่าย (เช่น Visa) และอยากคุมงบตาม kWh ลองเช็กโลเคชันใกล้บ้าน/เส้นทางที่วิ่งประจำ แล้ววางแผนชาร์จให้พอดี จะประหยัดเวลามากขึ้นค่ะ