วันไหนของสัปดาห์ที่สร้างผลตอบแทนให้ตลาดหุ้นมากที่สุด?

ข้อมูลนี้นำดัชนี S&P 500 มาแยกเป็น 5 กลยุทธ์ โดยแต่ละกลยุทธ์ลงทุนเฉพาะ “วันเดียวในสัปดาห์” และไม่ถือครองในวันอื่น พร้อมคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นสะสม

ผลลัพธ์ชัดเจนว่า “ผลตอบแทนไม่ได้กระจายเท่ากัน”

วันอังคารโดดเด่นที่สุด ทิ้งห่างวันอื่นอย่างชัดเจน

รองลงมาคือวันพุธ

วันจันทร์ให้ผลตอบแทนดี แต่ไม่สม่ำเสมอ

วันศุกร์อ่อนกว่าที่หลายคนคาด

ส่วนวันพฤหัสแทบไม่มีบทบาท

นั่นหมายความว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น ไม่ได้เกิดขึ้นแบบกระจายเท่ากันทุกวัน แต่กระจุกตัวอยู่ในบางช่วงเวลาของสัปดาห์

ข้อมูลสำคัญ:

• ใช้ SPY (ETF ที่อ้างอิง S&P 500) แบบปรับราคา รวมเงินปันผล

• คำนวณผลตอบแทนรายวัน ทบต้น และสรุปเป็นรายเดือน

• ไม่มีการใช้เลเวอเรจ และไม่รวมค่าธรรมเนียม

• แต่ละเส้นแสดงการลงทุนเฉพาะวันนั้นเพียงวันเดียว

• ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและสภาพตลาด

นี่ไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุน แต่เป็น “มุมมองการกระจายตัวของผลตอบแทน”

เพราะในความเป็นจริง ผลตอบแทนไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มในทุกวันเท่ากัน

แหล่งข้อมูล: Yahoo Finance (ราคาปิดแบบปรับแล้วของ SPY)

พิมพ์คำว่า “GROUP” เพื่อเข้าร่วมกลุ่มสุดพิเศษของเรา

5/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การลงทุนส่วนตัว ผมพบว่าการเข้าใจช่วงเวลาที่ผลตอบแทนในตลาดหุ้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สามารถช่วยวางแผนการซื้อขายเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างกำไรได้มากขึ้น ข้อมูลในบทความนี้ที่ใช้ราคาแบบปรับแล้วของ SPY (ซึ่งเป็น ETF ที่ติดตามดัชนี S&P 500) เป็นตัวแทนตลาด เพื่อหาว่าวันใดในสัปดาห์สร้างผลตอบแทนสูงสุด โดยพบว่า - วันอังคารโดดเด่นที่สุดในเรื่องของผลตอบแทนสะสมทบต้นที่สูงกว่าวันอื่นอย่างชัดเจน - วันพุธมีผลตอบแทนรองลงมาแต่น่าสนใจทีเดียว - วันจันทร์มีความผันผวนสูง ผลตอบแทนดีในบางช่วงแต่ไม่สม่ำเสมอ - วันที่คนมักคาดหวังสูงอย่างวันศุกร์ กลับให้ผลตอบแทนอ่อนกว่าที่คิด รวมทั้งวันพฤหัสก็แทบไม่มีผลกระทบมาก จากข้อมูลนี้ แต่ละวันในสัปดาห์ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเท่ากันอย่างที่หลายคนเข้าใจ นั่นหมายความว่าหากนักลงทุนสามารถวางแผนการซื้อขาย โดยเน้นช่วงเวลาที่ผลตอบแทนมักจะสูง ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในพอร์ตลงทุนได้ อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสภาพตลาด ดังนั้นจึงควรติดตามข้อมูลตลาดและราคาอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการใช้กลยุทธ์นี้แบบโดดๆ เพียงอย่างเดียว โดยมองว่าข้อมูลนี้เป็นมุมมองเชิงสถิติช่วยเสริมการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำลงทุนโดยตรง จุดที่ควรระวังคือ ในการลงทุนจริงควรคำนึงถึงค่าธรรมเนียมการซื้อขายและเลเวอเรจ ซึ่งบทความนี้ไม่ได้รวมอยู่ด้วย โดยสรุปจากประสบการณ์ การศึกษาแนวโน้มวันในสัปดาห์ช่วยให้เข้าใจรูปแบบการกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้มากขึ้น และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบวางแผนโดยใช้ข้อมูลเชิงสถิติร่วมกับวิเคราะห์ตลาดอย่างรอบคอบมากขึ้นครับ