เรื่อง เมื่อไรจะรับรักจ๋าย

นามปากกา เจ้ากนก

อ่านได้ทาง readawrite

จิรายุ หรือที่ใคร ๆ เรียกกันติดปากว่า จ๋าย เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สองซึ่งเรียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ลำบาก ครอบครัวคอยสนับสนุนเต็มที่หวังให้เรียนจบมามีหน้ามีตา เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล

แต่แทนที่เจ้าตัวจะตั้งใจเรียนให้สมกับความหวังของบุพการี จ๋ายกลับทำตัวตรงข้าม เพราะไม่ตั้งใจเรียนจนติด F แทบทุกวิชา สุดท้ายเรื่องก็ไปถึงหูพ่อแม่ จึงสั่งให้ดร็อปเรียน แล้วส่งตัวไปอยู่กับยายเพื่อดัดนิสัยที่จังหวัดเชียงใหม่

ตอนแรกจ๋ายตั้งใจจะต่อต้านอยู่หรอก เพราะมันค่อนข้างชนบทดูไม่ค่อยมีรถประจำทางวิ่งผ่าน แถมบรรยากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นโคลนสาปควาย ไอ้จ๋ายขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าอยู่ที่นี่เสียอีก

ทว่าขณะที่เขากำลังนั่งร้องไห้แล้วเลือกลากกระเป๋าเดินกลับนั้น จู่ ๆ ก็ได้พบกับเจ้าของสวนชาที่อยู่ข้างบ้าน อีกฝ่ายมีชื่อว่า ฌานปกรณ์ หรือ ที่ผู้คนเรียกกันว่าพ่อเลี้ยงฌาน มีหน้าตาคมเข้ม รูปร่างสูงใหญ่ ทั้งหล่อ ทั้งรวยขนาดนี้ ทำให้จ๋ายถึงกับกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แล้วยิ้มแฉ่งให้กับคนตรงหน้าเหมือนเรื่องเมื่อสักครู่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

“เป็นอะไรมายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้ เธอใช่หลานยายรำพึงหรือเปล่า”

“ใช่จ๊ะ! ก็แค่ดีใจที่ได้กลับมาหายาย” พอเห็นคนหล่อเลยแก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ

“อืม…เห็นยายแกบ่นถึงหลานทุกวัน หายไปตั้งสิบกว่าปี กลับมาอีกทีแทบจำไม่ได้เลยนะ”

“น่ารักขึ้นใช่ไหมจ๊ะ ไม่ต้องชมหรอก จ๋ายรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว” ขณะที่เขาพูดก็ทำท่าทางกระมิดกระเมี้ยน ใบหน้าจิ้มลิ้มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองอีกฝ่ายด้วยความเขินอาย

“ฮึ! แรดขึ้นมากกว่านะสิ”

#readawrite #นิยายวาย #boylovethailand #อ่านนิยายกับคุณพฤกษ์ #นิยายวายreadawrite

5/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสำหรับใครที่เคยรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มันเต็มไปด้วยความกดดัน การได้ลองเปลี่ยนบรรยากาศสู่ชนบทอย่างเชียงใหม่ อาจเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเปลี่ยนมุมมองและเติมเต็มชีวิตอย่างคาดไม่ถึง เรื่องราวของจ๋ายสะท้อนให้เห็นว่าแม้ชีวิตในชนบทจะดูเหมือนเรียบง่าย แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องปรับตัว ทั้งการเรียนรู้วิถีชีวิตแบบบ้านสวน และแม้กระทั่งงานที่สร้างความประหลาดใจอย่างการเลี้ยงควาย ซึ่งในความจริงนั้นเป็นบทเรียนล้ำค่าที่สอนให้รู้จักความอดทนและความรับผิดชอบ ประสบการณ์ตรงของคนที่ได้ลองใช้ชีวิตแบบจ๋าย ส่วนใหญ่พบว่าการได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียดจากชีวิตประจำวันของคนเมือง แต่ยังเปิดโอกาสให้เราได้พบปะผู้คนท้องถิ่นที่มีวิถีชีวิตแตกต่าง ซึ่งบางครั้งส่งผลให้เกิดความสัมพันธุ์และมิตรภาพที่ลึกซึ้ง รวมถึงความรักในรูปแบบที่ไม่คาดคิดอย่างที่นิยายเล่มนี้ได้เล่าไว้ นอกจากนี้ การลงมือทำงานมืออย่างการเลี้ยงควายหรือดูแลสวนชา ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทำให้จ๋ายรู้จักคุณค่าของความพยายามอย่างแท้จริง แม้ช่วงแรกจะมีอุปสรรคและความไม่เข้าใจ แต่เมื่อกาลเวลาและการสร้างความสัมพันธ์ได้ผลักดันให้จ๋ายเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่เกเรกลายเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักหน้าที่และความรักอย่างลึกซึ้ง สำหรับผู้อ่านที่ชอบนิยายวาย เรื่องนี้ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้เสพเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาตัวละคร ยังได้รับกลิ่นอายของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายในชนบทที่ห่างไกล ช่วยให้เราได้ร่วมเดินทางไปกับจ๋ายในการค้นพบตัวเอง และความรักที่แสนอบอุ่นในสวนชาของฌานปกรณ์ ที่น่าติดตามจนไม่อยากวางนิยายเล่มนี้ลงเลยทีเดียว