กระจายผลผลิต ป้องกันล้นตลาด ดันส่งออก เป้า 1.79 แสนล้าน
จากประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามตลาดผลไม้ไทยที่กำลังเติบโต พบว่าแนวทางการกระจายผลผลิตและป้องกันปัญหาล้นตลาดเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ผลผลิตออกมามาก การใช้ช่องทาง Live Commerce ถือเป็นกุญแจสำคัญ เพราะช่วยสร้างความต้องการซื้อที่จำเพาะต่อเวลาจริง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้สามารถขายผลไม้สดได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศเป้าหมายที่สำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ ที่มีความต้องการผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง ผมได้ติดตามข้อมูลสถิติที่แสดงให้เห็นว่าใน 3 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ผลไม้สดส่งออกกว่า 305,673 ตัน มูลค่า 22,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 56.2% ส่วนทุเรียนสดส่งออกกว่า 101,773 ตัน มีมูลค่าถึง 14,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 181% ซึ่งของเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแผนงานส่งเสริมทั้งการเจรจากับคู่ค้า การจัดงานแสดงสินค้าใหญ่ ๆ อย่าง Thaifex-Anuga Asia 2026 รวมถึงกิจกรรม Thai Tropical Fruits Golden Month ในหลายเมืองสำคัญของจีน ทั้ง เชียงไห่ หนานหนิง และคุนหมิง ช่วยให้ผลไม้ไทยเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การจับคู่เจรจาธุรกิจหรือ Business Matching ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ทำให้การค้าผลไม้ไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะผสมผสานระหว่างการพบปะธุรกิจโดยตรงและการใช้เทคโนโลยีช่วยให้การส่งออกสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ การขายร่วมกับแพลตฟอร์มพันธมิตรชื่อดังอย่าง Thaitrade.com, TOPTHAI, Rakuten (ญี่ปุ่น), Letstango (UAE), HKTVmall และ Bigbasket ยังช่วยขยายช่องทางการตลาดออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ จากประสบการณ์เชิงลึกนี้ ผมมองว่าเป้าหมายรายได้ส่งออก 1.79 แสนล้านบาทในปีนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเต็มที่และใช้เทคโนโลยี Live Commerce อย่างชาญฉลาด การผลักดันผลไม้ไทยไปยังตลาดต่างประเทศก็จะสร้างรายได้และเสริมสร้างภาพลักษณ์ผลิตผลไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


