เทียบบริษัท 3 สัญญาติ ให้คะแนนเท่าไหร่?⭐️
หลังจากทำงานมาแล้ว 3 บริษัทและทั้ง 3 มีวัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันทั้งหมดครับ
📍เริ่มจากบริษัทแรกผมทำสตาร์ทอัพในประเทศไทย🇹🇭
โดยรวมเราสามารถแสดงความคิดเห็นใหม่ๆ ได้ตลอด (ผมเจอนายที่ค่อนข้างเปิดกว้างครับ) แต่บริษัทมีกฎระเบียบและข้อบังคับที่ชัดเจน ค่อนข้างตายตัว ว่าง่ายๆ คือแอบยังไม่ค่อยมีอิสระในการจัดการงานและเวลาในชีวิตครับ
และใช้ LINE ในการสื่อสารเป็นหลักหรืออัปเดตงานต่างๆ ส่วนตัวยังมองว่ากาาใช้ LINE ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานครับ อาจจะจำเป็นในบางกรณีที่ต้องติดต่อกับภายนอก แต่สำหรับองค์กรแล้วคิดว่าใช้แพลตฟอร์มอื่นดีกว่า
ให้ ⭐️⭐️
📍 บริษัทที่ 2 เจ้านายเป็นคนจีน องค์กรอ้างอิงจากประเทศจีน 🇨🇳
ต้องบอกว่าการทำงานในองค์กรจีนและเจ้านายที่เป็นคนจีนมีความแตกต่างกับไทยค่อนข้างมากเนื่องจากการทำงานจะเน้นปริมาณและผลลัพธ์ที่เห็นผลได้เลย เข้าใจง่าย ต้องการไปให้ถึงเป้าหมายนี้ ก็จะเน้นให้ทำให้ถึง ว่าง่ายๆ คือเค้าชอบให้เราขยันมากๆ เหมือนเขา คือต้องทุ่มเทสุดๆ
ส่วนตัวมองว่าหนักนะ แต่ได้เรียนรู้การปรับตัว..ที่ต้องสู้และขยันมากๆ จริงๆ 😅 ส่วนตัวทำให้เราได้ฝึกควา มอดทนและทำในสิ่งที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนครับ
ให้ ⭐️⭐️⭐️
📍 บริษัทที่ 3 ทีมเป็นคนไทยทั้งหมดแต่อยู่ภายใต้องค์กรจากประเทศสหรัฐอเมริกา🇺🇸
เนื่องจากเป็นองค์กรใหญ่ และผมเองใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะมาอยู่ในองค์กรนี้ ผ่านการสัมภาษณ์หลายรอบ รวมถึงทำแบบทดสอบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยดันองค์กรไปในทางที่ดีและเติบโตขึ้นครับ (แค่เริ่มต้นก็พอเห็นภาพว่ามันยิ่งใหญ่มาก😮)
มาถึงการทำงาน: ต้องบอกว่าองค์กรใหญ่ที่เต็มไปด้วยคนเก่งมากมาย ทุกคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจนและ เราในฐานะคนทำงานต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถทั้งหมดที่ตัวเองมีในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรครับ 🔥 ระหว่างการทำงานมีระบบเทรนนิ่งที่ช่วยฝึกและพัฒนาเราให้เก่งขึ้นได้สม่ำเสมอ การทำงานเน้นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวรู้สึกว่าท้าทายมาก และมันคือการงัดทุกอย่างของเรามาเพื่อทำให้งานเราเกิดขึ้น และเห็นผลที่ดีขึ้นให้ได้ครับ
ให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
*ความเห็นและอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ใครมีความเห็นพร้อมรับฟัง พร้อมแชร์ความคิดเห็นกันนะครับ🙏🏻🫶🏻
#รีวิวงาน #ทำงานบริษัทต่างชาติ #ประสบการ์ณทำงาน #lemon8ไดอารี่ #ติดเทรนด์
การได้สัมผัสวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างระหว่างบริษัทไทย จีน และอเมริกานั้น สอนให้ผมเข้าใจถึงวิธีการทำงานและการปรับตัวที่หลากหลายมากขึ้น ในบริษัทสตาร์ทอัพไทย แม้มีความยืดหยุ่นในการแสดงความคิดเห็น แต่ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบทำให้การบริหารเวลายังลำบาก และการใช้ LINE เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารก็ทำให้บางครั้งข้อมูลตกหล่นหรือไม่เป็นระบบเท่าที่ควร สิ่งนี้สอนให้ผมตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการจัดการงาน ส่วนการทำงานกับบริษัทจีน เน้นความขยันและผลลัพธ์ชัดเจน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกกดดันในระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกันก็ช่วยขัดเกลาวินัยและความอดทน รวมถึงการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับตัวเอง อีกทั้งยังได้เรียนรู้การทำงานอย่างโปรแอกทีฟและเต็มที่กับทุกโปรเจกต์ บริษัทอเมริกานั้นเต็มไปด้วยความท้าทายที่สูงขึ้นและระบบสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสัมภาษณ์และการทดสอบที่เข้มข้นบ่งบอกถึงมาตรฐานที่สูงมาก การทำงานกับทีมที่มีความรับผิดชอบชัดเจนและมีระบบการฝึกอบรมช่วยเพิ่มทักษะ ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงการเติบโตอย่างแท้จริงและแรงผลักดันที่ต้องงัดศักยภาพทั้งหมดออกมา โดยรวมแล้ว การได้ทำงานในสามวัฒนธรรมที่ต่างกันนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างมาก ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มทักษะทางวิชาชีพ แต่ยังช่วยเสริมสร้างทัศนคติและวิธีคิดในการทำงานให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีขึ้นกับทุกสภาพแวดล้อมการทำงานของโลกยุคใหม่

