ใครใช้ iOS เชื่อมต่อAMAZFIT Bip Max ไม่เกิน 2 นาที ทำตาคลิปนี้ได้เลย👍👏 #ดันขึ้นฟีดที #เผื่อใครถามว่าซื้อไหน #smartwatch #amazfit #howto
หลายคนถามเหมือนกันว่า Amazfit ใช้กับ iPhone ได้ไหม โดยเฉพาะรุ่น Amazfit Bip Max — จากที่ลองใช้งานเอง ขอตอบเลยว่า “ใช้ได้” และการเชื่อมต่อทำผ่านแอป Zepp (powering amazfit) เป็นหลัก ไม่ต้องลงอะไรซับซ้อน วิธีเชื่อมต่อ Amazfit Bip Max กับ iOS (ทำตามนี้ส่วนใหญ่ไม่เกิน 2 นาที) 1) เข้า App Store แล้วค้นหา “Zepp” จากนั้นติดตั้ง (แอปอยู่หมวดสุขภาพและฟิตเนส) 2) เปิด Bluetooth และเปิด Location ของ iPhone (บางเครื่องถ้าปิด Location จะหาอุปกรณ์เจอยาก) 3) เปิดแอป Zepp > สมัคร/ลงชื่อเข้าใช้ (ล็อกอินด้วย LINE ก็ได้ถ้ามีตัวเลือก) 4) ไปที่แท็บ “อุปกรณ์” > “เพิ่ม” > เลือกประเภทเป็น “นาฬิกา” แล้วเลือก “BIP MAX” 5) ระบบจะให้สแกน QR ที่ขึ้นบนหน้าจอนาฬิกา หรือค้นหาเพื่อจับคู่แบบบลูทูธ จากนั้นยืนยันรหัสตัวเลขที่ขึ้นบน iPhone/นาฬิกาให้ตรงกัน 6) ตอน iPhone เด้งถาม “อนุญาตให้ Amazfit BIP Max รับการแจ้งเตือนหรือไม่” แนะนำกด “อนุญาต” เพื่อให้แจ้งเตือนแอปต่างๆ ขึ้นบนนาฬิกาได้ ถ้าเชื่อมต่อไม่ติด ลองเช็ก 5 ข้อนี้ก่อน - รีสตาร์ท Bluetooth: ปิด/เปิด Bluetooth ใหม่ หรือเปิด/ปิดโหมดเครื่องบินสัก 10 วินาที - ลบการจับคู่เก่า: ไปที่ Settings > Bluetooth แล้วกดลืมอุปกรณ์ “Amazfit BIP Max” จากนั้นกลับไปจับคู่ใน Zepp ใหม่ - อัปเดตแอป Zepp ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด (บางรอบแก้บั๊กการเชื่อมต่อไว้) - วางนาฬิกาไว้ใกล้ iPhone มากๆ ตอนจับคู่ครั้งแรก และอย่าจับคู่จากหน้า Bluetooth ตรงๆ ให้ทำในแอป Zepp เป็นหลัก - เช็กแบตนาฬิกา: ถ้าแบตต่ำมาก บางทีจับคู่ค้าง/หลุดง่าย ลองชาร์จก่อน รีวิว Amazfit Bip Max แบบสั้นๆ หลังลองใช้กับ iPhone สิ่งที่ชอบคือการเชื่อมต่อกับ Zepp ค่อนข้างตรงไปตรงมา พอเชื่อมแล้วซิงค์ข้อมูลสุขภาพได้ เช่น จำนวนก้าว การนอน ออกกำลังกาย และดูสรุปแนว “Key Metrics” ได้ในแอป รวมถึงตั้งค่าเป้าหมายรายวัน (เช่น 5,000 ก้าว หรือเวลาเผาผลาญไขมัน 30 นาที) ได้เลย ทริคการตั้งค่าให้ใช้งานลื่นขึ้น หลังจับคู่เสร็จ ลองเข้าไปตั้งค่า “การแจ้งเตือนแอป” ที่ต้องการ และเปิดสิทธิ์การเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อเฉพาะถ้าจำเป็นจริงๆ (เน้นความเป็นส่วนตัว) จากนั้นค่อยเลือกตำแหน่งปุ่มซ้าย/ขวาตามข้อมือที่ใส่ จะใช้งานถนัดขึ้นมาก

















