Lost in Translation (2003) รีวิว Review
คุณเคยไหม? ที่เก็บเรื่องอะไรบ้างอย่างไว้ในใจแต่ไม่สามารถพูดออกมาให้คนในครอบครัว แฟน เพื่อนหรือคนสนิทฟังได้ แต่สามารถเล่าให้คนไม่รู้จักฟังได้หน้าตาเฉย หนังเรื่องนี้คือนิยามของความรู้สึกนั้น
รีวิว Lost in Translation (2003)
lost in translation เป็นเรื่องราวของ บ็อบ นักแสดงชื่อดังชาวอเมริกันมาถ่ายโฆษณาเหล้าที่ญี่ปุ่นเพราะเงินดี บังเอิญมาเจอกับ ชาร์ลอตต์ อีสาวเมกันตามผัวช่าง ภาพมาทำงานที่ญี่ปุ่น ทั้งคู่พักอยู่ที่โรงแรมเดียวกันและด้วยความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ หนุ่ม(แก่)สาวได้มาพบกันในคืนร้าวราน ช่วงเวลาสั้นๆนี้เองที่เขาแบ่งปันปัญหาของกันและกัน จนเกิดเป็นชู้ทางใจ
สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้สำหรับผมไม่ใช่ เพลงหรือการถ่ายแบบมิวสิควิดีโอทั้งเรื่องแบบที่ใครเขาพูดถึงกัน แต่เป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของญี่ปุ่นในยุค 2000 ออกมาได้อย่างถึงกึ่น จนอยากให้เอาเรื่องนี้เป็นสื่อการเรียนการสอนสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับการทำ soft power ว่าควรถ่ายทอดอย่างไร นอกจากการพยายามทำให้ใจฟูอย่างเดียว
มันทั้งมีทั้งการเหยียดคนญี่ปุ่นจากฝรั่งตาน้ำข้าว ฉากใจฟูของตัวเอกที่พยายามจะเข้าใจและเรียนรู้วัฒนธรรม ความงงในการเล่นใหญ่ของคนญี่ปุ่น คุณจะเห็นว่าเขาไม่ได้ถ่ายโฆษณาการท่องเที่ยวเพื่อเชิญชวนให้มาเที่ยวญี่ปุ่น
แต่เขาถ่ายการดำเนินชีวิตของผู้คนในญี่ปุ่นและนั้นทำให้มันออกมาเเป็นธรรมชาติ จริงใจเพราะน่าตึงดูด ซึ่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ไม่พูดตรงๆ กระมิดกระเมี้ยน และไม่พยายามพูดภาษาอังกฤษนี้เองเป็นฉากหลังอย่างดีเยี่ยม เมื่อคนที่จิตใจไม่มั่นคงจากสังคมที่มีวัฒนธรรมเปิดเผยอย่างคนอเมริกาต้องมาอยู่ด้วยกันชั่วคราว
จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อหนังว่านอกจากจะหมายถึงสิ่งที่ตกหล่นไประหว่างการแปลผ่านล่ามอย่างที่ต้นเรื่องแสดงให้เห็นในฉากถ่ายโฆษณาสุดไอคอนนิค มันยังหมายถึงความรู้สึกที่ส่งไปไม่ถึงเพราะมันมีอะไรบางอย่างกั้นเอาไว้ของตัวเอกต่อครอบครัวและนางเอกภายในเรื่องด้วย
ถึงอย่างนั้นส่วนตัวผมรู้สึกเฉยๆ แม้วิธีการถ่ายของหนังเรื่องนี้จะมีคลาสมาก บร รยากาศดี ความหมายดีแต่มันเป็นหนังดูชิลๆแบบเดียวกับ perfect day เลย ถึงจะไม่เนื่อยเท่าเรื่องหลังก็เถอะ 7/10
สำหรับใครที่เคยรู้สึกเหมือนมีเรื่องราวมากมายในใจแต่ไม่สามารถบอกใครได้ หนัง Lost in Translation (2003) เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความรู้สึกนี้ได้อย่างลึกซึ้งและเป็นธรรมชาติ ผมเองก็เคยประสบกับความรู้สึกนี้ เมื่อต้องไปอยู่ในต่างแดนที่วัฒนธรรมและภาษาต่างกัน การสื่อสารล้วนมีช่องว่างและสิ่งที่รู้สึกนั้นไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกไปทั้งหมด บ็อบและชาร์ลอตต์ในหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกของคนที่โดดเดี่ยวท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองโตเกียว การถ่ายทอดภาพและบรรยากาศในหนังแสดงให้เห็นถึงญี่ปุ่นยุค 2000 ในมุมที่ไม่ใช่แค่จุดหมายท่องเที่ยว แต่เป็นชีวิตประจำวันจริง ๆ ของคนญี่ปุ่นที่บางทีเราก็ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ความเงียบ เสียงรบกวน การไม่พูดตรง ๆ ของชาวญี่ปุ่นสะท้อนการปิดบังความรู้สึกในตัวเองและความลึกซึ้งในวัฒนธรรม สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก คือการสื่อถึงความเหงา ความไม่เข้ากันของสองคนจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน แต่กลับสร้างสายสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและอบอุ่นได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ความรู้สึกที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้เต็มที่นี่เอง คือสิ่งที่ Loss in Translation พยายามจะสื่อโดยเปรียบเหมือนสิ่งที่ตกหล่นระหว่างการแปลและการสื่อสาร สำหรับผู้ที่อยากเข้าใจชีวิตในต่างประเทศหรือหวังเห็นการนำเสนอวัฒนธรรมในมุมมองใหม่ ๆ ผมแนะนำให้ลองดูหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะในเรื่องของธีมชีวิต ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่การนำเสนอภาพที่ละเอียดอ่อนและจริงใจของประเทศญี่ปุ่น สรุปคือ Lost in Translation เป็นหนังที่ดูแบบชิล ๆ แต่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง เหมาะกับคนที่ชอบหนังที่ทำให้คิดและรู้สึกมากกว่าหนังแอคชันหรือดราม่าหนัก ๆ
