เกี๊ยว สัญลักษณ์ความมั่งคั่ง กับตำนานที่ยังมีชีวิต
ถ้าให้มองหาอาหารสักอย่างที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมจีนได้ชัดเจน เกี๊ยว น่าจะมาเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือของจีนที่เกี๊ยวมีความสำคัญมากเสียจนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีอะไรอร่อยเท่าเกี๊ยวอีกแล้ว” สำหรับชาวจีน เกี๊ยวไม่ใช่เพียงแค่ของกิน แต่เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมอันยาวนาน เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน และเป็นอาหารชั้นเลิศที่ใช้รับรองแขกเหรื่อเพื่อแสดงถึงความยินดี
ปัจจุบัน แม้เกี๊ยวจะกลายเป็นอาหารที่กินได้ทุกวาระโดยไม่ต้องรอตรุษจีน แต่สิ่งหนึ่งที่คงเดิมคือการเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัว การร่วมกันทำอาหารดีๆ และการส่งต่อความปรารถนาดีผ่านแป้งที่ห่อหุ้มความมงคลเอาไว้ในทุกคำ
1,800 ปีก่อน จากยารักษาโรคสู่เมนูแห่งการเฉลิมฉลอง
เกี๊ยวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีลายลักษณ์อักษรระบุไว้ชัดเจน แต่อนุมานว่าอายุน่าจะยาวนานกว่า 1,800 ปี สมัยโบราณเรียกกันว่า เจียวอื่อร์ (娇儿) และหลักฐานส่วนใหญ่พูดไว้ตรงกันว่าป็นอาหารมงคลสุดแมสที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ชนทุกชั้นตั้งแต่ฮ่องเต้ไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาด
หนึ่งในตำนานการถือกำเนิดของเกี๊ยวที่แพร่หลายที่สุ ดคือเรื่องราวของหมอจางจ้งจิ่ง (张仲景) ปรมาจารย์ด้านการแพทย์สมัยฮั่นตะวันออก หมอจางเป็นแพทย์ที่จิตใจสูงส่งไม่แพ้ฝีมือ รักษาผู้คนถ้วนหน้าไม่ว่าจะยากดีมีจนโดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น ฤดูหนาวที่หนาวจัดปีหนึ่ง ระหว่างเดินทางกลับบ้านเกิดที่เมืองหนานหยาง หมอจางได้เห็นชาวบ้านยากจนต้องเจ็บป่วยจากความหนาวเย็น ที่น่าเวทนาที่สุดคือหลายคนถึงกับใบหูเปื่อยเน่าเพราะถูกหิมะกัด
หมอจางเลยสั่งให้ศิษย์ตั้งหม้อยาและคิดค้นสูตรยาพิเศษขึ้นมาเพื่อรักษาอาการนี้โดยเฉพาะ ตัวยาประกอบด้วยเนื้อแพะ พริก และสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย โดยนำเนื้อแพะมาสับละเอียด ห่อด้วยแป้งนวดแล้วปั้นเป็นรูปร่างให้คล้ายกับใบหู เพื่อเป็นการแก้เคล็ดตามความเชื่อ จากนั้นก็เอาไปต้มจนสุกและแจกจ่ายให้ชาวบ้านกิ นคู่กับน้ำซุปร้อนๆ
ผลลัพธ์ที่ได้คือร่างกายของชาวบ้านอบอุ่นขึ้น อาการใบหูเปื่อยก็ค่อยๆ หายไป ชาวบ้านจึงกินยาชนิดนี้ของหมอจางต่อเนื่องไปจนถึงวันตรุษจีน และได้ฉลองปีใหม่ร่วมกันด้วยสุขภาพที่แข็งแรง เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของท่านหมอ ชาวบ้านจึงเลียนแบบวิธีการห่อแป้งนั้นและพัฒนาจนกลายเป็นเมนูเกี๊ยวในที่สุด
ตำนานเทพเจ้าหนี่วา สายใยแห่งการสร้างมนุษย์
นอกจากตำนานท่านหมอจาง ก็ยังมีการเชื่อมโยงเกี๊ยวเข้ากับตำนานการสร้างโลกของเทพเจ้าหนี่วา (女娲) ผู้สร้างมนุษย์จากดินเหนียว ว่ากันว่าในขณะที่ท่านเทพกำลังปั้นมนุษย์ชายหญิงอยู่นั้น อากาศดันหนาวจัดจนดินเหนียวแตกร่วน โดยเฉพาะส่วนหูที่หลุดออกจากหัวอยู่นั่นแล้ว
เทพเจ้าหนี่วาจึงแก้ปัญหาด้วยการเจาะรูที่หูแล้วใช้เส้นด้ายคล้อง ไว้ ปลายด้ายอีกด้านโยงมาคาบไว้ที่ปากของตุ๊กตาเพื่อยึดให้หูติดอยู่กับที่ เหล่ามนุษย์จึงได้ริเริ่มทำเกี๊ยวที่มีรูปร่างคล้ายใบหูเพื่อรำลึกถึงพระคุณของท่านเทพ โดยมีความหมายแฝงตรงคำว่า ‘เส้นด้าย’ ในภาษาจีนออกเสียงว่า ‘เซี่ยน’ พ้องเสียงกับคำว่า ‘ไส้’ (馅) ที่อยู่ในเกี๊ยวนั่นเอง
ความหมายมงคลที่ซ่อนอยู่ในรูปทรง
เป็นทั้งอาหารที่มีรากฐานยาวนาน เป็นทั้งอาหารมงคล ฉะนั้น ทั้งวิธีการทำและการกินเกี๊ยวนั้นก็แน่นอนว่าย่อมจะต้องมาพร้อมความพิถีพิถันและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ชนิดที่แทบจะพูดได้ว่ามีความหมายแฝงอยู่ทุกสิ่ง ตรงตามจุดประสงค์เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล มีอะไรบ้าง ไปดูกัน
• รูปทรงเงินโบราณ: รูปร่างของเกี๊ยวนอกจากจะเหมือนใบหู ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับ ‘หยวนเป่า’ หรือก้อน เงินจีนโบราณ การกินเกี๊ยวในวันปีใหม่จึงเปรียบเสมือนการนำเงินทองเข้าสู่ร่างกาย
• กินให้เหลือ: มีความเชื่อว่าควรทำเกี๊ยวเผื่อไว้ให้เหลือเยอะๆ จะได้ไม่กินจนหมดเกลี้ยง เพื่อเป็นเคล็ดว่าในปีหน้าจะมีอาหารการกินเหลือเฟือ มีเงินทองไม่ขาดมือ
• ลวดลายรวงข้าว: ชาวบ้านที่มีอาชีพทำไร่ทำนามักจีบเกี๊ยวให้เป็นลายคล้ายรวงข้าวสาลี เป็นการอธิษฐานขอให้ผลผลิตในปีหน้าอุดมสมบูรณ์
• ความป่องของตัวเกี๊ยว: เกี๊ยวที่ดีต้องมีลักษณะป่องนูนกำลังดี ถ้าตัวเกี๊ยวแบนเกินไปอาจนำพาไปสู่ความยากจน
• จำนวนจีบ: รอยจีบบนตัวเกี๊ยวมักเป็นจำนวนเลขมงคลตามความเชื่อของแต่ละครอบครัว
• เสียงสับไส้เกี๊ยว: ยิ่งดังและยาวนานเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเสียงสับเนื้อและผักรวมกันพ้องกับคำ ที่มีความหมายว่ามีทรัพย์สินเงินทอง ยิ่งออกแรงสับไส้ให้หนักและสับให้นานก็เสมือนการป่าวประกาศถึงความมั่งคั่ง
• ด้ายสีขาวในไส้เกี๊ยว: บางพื้นที่มีธรรมเนียมซ่อนด้ายสีขาวไว้ในไส้เกี๊ยว ใครได้กินเกี๊ยวชิ้นที่มีด้ายสีขาวซ่อนอยู่ เชื่อกันว่าจะมีอายุยืนยาวเหมือนเส้นด้าย บางพื้นที่ก็ซ่อนเหรียญเงินเอาไว้ สื่อถึงโชคลาภด้านการเงิน























