ค่าธรรมเนียมอะไรบ้างที่โผล่มาในบิล แล้วทำให้ต้นทุนพุ่ง?

ค่าธรรมเนียมอะไรบ้างที่โผล่มาในบิล แล้วทำให้ต้นทุนพุ่ง?

❓Q: ทำไมค่าขนส่งบางครั้งแพงกว่าที่คิด

✅ A: เพราะมี “surcharge” แอบซ่อนอยู่หลายตัว

❓Q: ต้องจำทุกคำไหม

✅ A: ไม่ต้องค่ะ แต่ควรรู้ตัวที่เจอบ่อย

ครูโหน่งเลยรวม

29 SURCHARGES

ผู้นำเข้า -ส่งออก มือใหม่ ควรรู้!

ดูแล้วคุยกับชิปปิ้งได้อย่างมั่นใจ

🎁 แจกฟรี รวมศัพท์เฉพาะ คำย่อ

เอาไว้เช็กก่อนโดนบวกค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น

บันทึก save , share เก็บไว้ใช้ได้ยาว ๆ ค่ะ

#อยากนำเข้าส่งออกบอกครูโหน่ง #logistics #importexport #ผู้นำเข้าส่งออกมือใหม่ #พัฒนาตัวเอง

👩‍🏫👩‍💻 #เรียนรู้ทุกวันดีขึ้นเก่งขึ้นทุกวัน

1/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าพูดถึง “ต้นทุนค่าขนส่ง” สิ่งที่ทำให้หลายคนพลาด (โดยเฉพาะมือใหม่) คือเรามักดูแค่ราคา Freight/Ocean Freight แล้วคิดว่านั่นคือทั้งหมด แต่พอของถึงจริง บิลกลับบวกเพิ่มหลายบรรทัดจนต้นทุนพุ่ง แบบที่งงว่าเกิดอะไรขึ้น ประสบการณ์ที่ฉันเจอบ่อยคือ เวลาขอเรทราคา ให้ถามให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า “ราคานี้รวมอะไร/ไม่รวมอะไร” เพราะในงานนำเข้า-ส่งออก คำว่า surcharge คือค่าระวาง/ค่าธรรมเนียมพิเศษที่บริษัทเรือหรือผู้ให้บริการคิดเพิ่มจากค่าระวางพื้นฐาน ซึ่งหน้าตาคล้าย ๆ กัน แต่ความหมายและเงื่อนไขต่างกันมาก ตัวอย่างที่คนถามกันเยอะมากคือ BAF vs LSS - BAF (Bunker Adjustment Factor) มักเกี่ยวกับการปรับตามต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน - LSS (Low Sulphur Surcharge) เป็นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ ตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สองตัวนี้ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มได้จริง และบางช่วงราคาน้ำมัน/ข้อกำหนดเปลี่ยน บิลก็เปลี่ยนตาม อีกกลุ่มที่ทำให้ “ต้นทุนค่าขนส่ง” บานแบบไม่รู้ตัวคือค่าใช้จ่ายหน้างานท่าเรือ/หน้าตู้ เช่น - THC (ค่าขนถ่าย/ยกวางในท่า) - ค่า congestion หรือภาระความหนาแน่นท่าเรือ (บางเส้นทางเจอบ่อย) - ค่า security ต่าง ๆ - ค่าเอกสาร/พิธีการบางรายการที่ชิปปิ้งหรือสายเรือเรียกเก็บ และอย่าลืมภาษีอย่าง VAT ที่ทำให้ยอดรวมปลายบิลสูงขึ้นไปอีก วิธีเช็กให้ไว (ที่ฉันใช้ประจำ) ก่อนคอนเฟิร์มงานหรือก่อนจ่ายบิล 1) ขอใบเสนอราคาเป็นรายการแยก: Base freight + Surcharges + Local charges 2) ถามเงื่อนไขการคิด: คิด “ต่อตู้/ต่อ B/L/ต่อ shipment/ต่อตัน/ต่อ CBM” เพราะหน่วยคิดคนละแบบ ผลลัพธ์ต่างกันมาก 3) ถามช่วงเวลาราคา: เรทนี้ valid ถึงเมื่อไหร่ และ surcharge ตัวไหน “ปรับได้ตามประกาศ” 4) ให้ชิปปิ้งช่วยไฮไลต์ตัวที่ผันผวน: เช่น BAF, LSS, GRI (การปรับราคาค่าระวาง) 5) เก็บลิสต์คำย่อไว้เทียบบิล: เวลาเห็นตัวย่อในบิลจะจับได้ทันทีว่าเป็นค่าอะไร และควรถามต่อจุดไหน สุดท้าย ถ้าเป้าหมายคือคุม “ต้นทุนค่าขนส่ง” ให้แม่นขึ้น ฉันแนะนำให้ทำเช็กลิสต์ส่วนตัว 1 หน้า: เส้นทางที่ส่งประจำ + ค่าใช้จ่ายที่เจอบ่อย + หน่วยคิด + ช่วงที่มักปรับราคา พอทำแบบนี้ 2-3 รอบ คุณจะคุยกับชิปปิ้งได้มั่นใจขึ้น และลดโอกาสโดนบวกเกินจำเป็นได้เยอะเลย