รู้ไหม? ทำไมงานทางแอร์ (Air Freight) บางทีต้องหาร

“รู้ไหม? ทำไมงานทางแอร์ (Air Freight

บางทีต้องหาร 5000 บางทีต้องหาร 6000?” 📦✈️

ค่ะ เรื่อง 5000 กับ 6000 หลายคนท่องสูตรได้ แต่ไม่รู้  “ที่มา”  จริง ๆ

หลักการก่อนเลย...

       "ทำไมต้องมีตัวหาร 5000 / 6000? "

เพราะสายการบินและบริษัทขนส่ง ขายพื้นที่ (Space) ไม่ได้ขายแต่น้ำหนัก

ของที่ “เบาแต่กินที่” ต้องถูกคิดเงินตามปริมาตรค่ะ

     จึงเกิดแนวคิดว่า

1 ลูกบาศก์เมตร (1 CBM) = กี่กิโลกรัม “สมมุติ” สำหรับคิดค่าระวาง

ตัวเลข 5000 หรือ 6000 คือ ค่าที่ใช้

 “แปลงลูกบาศก์เซนติเมตร => กิโลกรัม”

🔵 กรณี 6000 (Air Cargo)

ใช้กับ Air Cargo ทั่วไป (สายการบิน)

สูตร:-

กว้าง x ยาว x สูง (cm) / 6000

แล้วที่มา 6000 มาจากอะไร???

ที่มา: มาตรฐานของ International Air Transport Association (IATA)

มาตรฐานสากลของการบินกำหนดว่า:-

✈️ 1 ลูกบาศก์เมตร (1 CBM) = 167 กิโลกรัม (Chargeable Weight)

คำนวณย้อนกลับ:-

1 CBM = 100 x 100 x 100 cm = 1,000,000 cm³

1,000,000 ÷ 167 kg ≈ 6000

ดังนั้น:-

1,000,000 / 6000 = 166.67 kg (≈ 167 kg)

จึงกลายเป็นตัวหาร 6000

📌 ใช้กับ

สายการบินทั่วไป (air cargo)

💥💥💥จึงใช้สูตร💥💥💥

กว้าง × ยาว × สูง (cm) ÷ 6000

ใช้กับ: Air Cargo ทั่วไป / สายการบิน

🟣 กรณี 5000 (Agent air freight)

 (Courier เช่น DHL / FedEx / UPS) 

ใช้กับ Express / Courier

สูตร:-

กว้าง x ยาว x สูง (cm) / 5000

แล้วที่มา 5000 มาจากอะไร???

ที่มา: มาตรฐานของบริษัทส่งด่วน เช่น

DHL,FedEx,UPS

Courier กำหนดว่า:-

📦 1 ลูกบาศก์เมตร = 200 กิโลกรัม (Chargeable Weight)

ย้อนคำนวณ:-

1,000,000 ÷ 200 = 5000

ดังนั้น:-

1 CBM = 200 kg

เหตุผลที่ courier ใช้ 200 kg เพราะ

✈️ใช้เครื่องบิน + รถกระจายพัสดุ

🛫ต้นทุนพื้นที่สูง

🛬เน้นความเร็วมากกว่า air cargo ปกติ

🛩️ต้องการควบคุมของเบาแต่ชิ้นใหญ่

💥💥💥จึงใช้สูตร💥💥💥

กว้าง × ยาว × สูง (cm) ÷ 5000

ใช้กับ: งาน Express / Courier

🎯 สรุปจำง่าย

✈️ Air Cargo = 1 CBM = 167 kg ÷6000

📦 Courier = 1 CBM = 200 kg  ÷5000

💵เลือกค่าน้ำหนักที่ “มากกว่า” ระหว่าง Actual vs Volume

✅สรุปแบบนี้… เข้าใจที่มาแล้วใช่ไหมคะ 😊

ต่อไปไม่ต้องท่องจำว่า “หาร 5000 หรือ 6000” อีกแล้ว....

เพราะเรารู้แล้วว่าเขาคิดจาก 1 CBM เท่ากับกี่กิโลกรัม นั่นเอง ✈️📦

👇หวังว่าเนื้อหานี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ

ทั้งคนที่กำลังสนใจสายงานนำเข้า–ส่งออก

และคนที่ทำงานอยู่ในวงการโลจิสติกส์ค่ะ 💼💯✨

🙏ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์

ฝากกด 👍 กดแชร์ ↗️ และกดบันทึก 📌 ไว้อ่านทบทวนกันด้วยนะคะ

อยากให้ครูโหน่งทำคอนเทนต์เรื่องไหนอีก

คอมเมนต์บอกไว้ได้เลยค่ะ 💬

#อยากนำเข้าส่งออกบอกครูโหน่ง  

#logistics   #importexport   #airfreight  

#ผู้นำเข้าส่งออกมือใหม่   #พัฒนาตัวเอง  

👩‍🏫👩‍💻 #เรียนรู้ทุกวันดีขึ้นเก่งขึ้นทุกวัน

2/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อเริ่มต้นทำงานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ หลายคนอาจเคยสงสัยว่าทำไมเวลาคิดค่าขนส่งทางแอร์บางทีต้องใช้ตัวหาร 5000 และบางทีก็ใช้ตัวหาร 6000 ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเลขเหล่านี้มีเบื้องหลังทางเทคนิคที่น่าสนใจและมีเหตุผลที่ชัดเจน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยจัดส่งสินค้าเอง พบว่าการเข้าใจที่มาของตัวเลขหารนี้ช่วยให้เราสามารถวางแผนต้นทุนได้แม่นยำขึ้น เพราะสายการบินและบริษัทขนส่งไม่ได้ขายน้ำหนักสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขายพื้นที่ที่สินค้าครอบครองบนเครื่องบินด้วย ดังนั้น สินค้าที่เบาแต่กินพื้นที่มาก จะถูกคิดเงินตามปริมาตรมากกว่าน้ำหนักจริง ตัวหาร 6000 มาจากมาตรฐานของ IATA (International Air Transport Association) ที่กำหนดให้ 1 ลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับ 167 กิโลกรัม ทำให้เวลาคำนวณน้ำหนักอัตราส่วนนี้จึงได้ตัวหารดังกล่าว นั่นคือกว้าง x ยาว x สูง (cm) หาร 6000 สำหรับสินค้าแบบ Air Cargo ทั่วไปที่สายการบินใช้ ในขณะที่ตัวหาร 5000 จะถูกใช้กับบริการ Courier อย่าง DHL, FedEx หรือ UPS ที่เน้นความเร็วสูงและบริการแบบครบวงจรรวมถึงการแจกจ่ายพัสดุด้วยรถยนต์ในท้องถิ่น ทำให้ต้นทุนพื้นที่บนเครื่องและการจัดการสูงกว่า จึงใช้มาตรฐาน 200 กิโลกรัมต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้มีตัวหารที่ต่ำกว่าและคำนวนค่าจัดส่งตามพื้นที่ได้เหมาะสมกับลักษณะการให้บริการ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการเลือกค่าน้ำหนักที่มากกว่าระหว่าง Actual Weight กับ Volumetric Weight ในการกำหนดค่าขนส่ง เพราะหากสินค้ามีน้ำหนักน้อยแต่มีขนาดใหญ่ ระบบจะคิดเป็นน้ำหนักปริมาตรเพื่อให้ผู้ส่งต้องจ่ายค่าขนส่งที่เป็นธรรมกับการใช้พื้นที่จริง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นในวงการนี้ ผมแนะนำให้ทดลองคำนวณน้ำหนักปริมาตรจากสินค้าในชีวิตจริง แล้วเปรียบเทียบกับน้ำหนักจริงจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น รวมทั้งเมื่อส่งของกับ Courier ต่างๆ ก็จะเข้าใจว่าทำไมแต่ละที่จึงมีตัวหารต่างกันและส่งผลต่อราคาค่าบริการอย่างไร โดยรวมความรู้เรื่องนี้ช่วยให้สามารถเตรียมข้อมูลการขนส่งข้ามประเทศได้ดีขึ้น ทำให้คุณสามารถประเมินต้นทุน ส่งของได้ถูกต้อง และลดความสับสนเวลาต้องบอกคําสั่งซื้อหรือใบแจ้งค่าบริการให้กับลูกค้าหรือบริษัทขนส่ง หวังว่าเนื้อหานี้จะเสริมความเข้าใจเรื่องการขนส่งแอร์ให้กับผู้ที่สนใจและทำงานในสายนี้ให้มากยิ่งขึ้นครับ

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ภาพแสดงคำถามถึงครูโหน่งว่า กรณีส่งของทางแอร์ ปกติยังต้องส่งเอกสารทาง DHL อีกหรือไม่ พร้อมระบุว่ามีเนื้อหาต่อ
ภาพอธิบายว่าเอกสารสำหรับการส่งทางอากาศ (Air freight) ขึ้นอยู่กับประเภทงานและความต้องการของลูกค้าปลายทาง โดยทั่วไปมี 2 แบบที่พบบ่อย
ภาพอธิบายกรณีใช้ AWB (Master/House) ว่าสายการบินมักไม่ออกเอกสารต้นฉบับหลายใบเหมือนทางเรือ และ AWB 1 ชุดก็เพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารทาง DHL
ครูโหน่งคะ กรณีเราส่งทางแอร์ ✈️
ครูโหน่งคะ กรณีเราส่งทางแอร์ ✈️... ปกติเราต้อง ส่งเอกสารทาง dhl อีกไหมคะ #อยากนำเข้าส่งออกบอกครูโหน่ง #import #logistics #export #shipping
อยากนำเข้า-ส่งออก บอกครูโหน่ง

อยากนำเข้า-ส่งออก บอกครูโหน่ง

ถูกใจ 0 ครั้ง

ภาพอินโฟกราฟิกอธิบาย Freight Forwarder ในฐานะพันธมิตรธุรกิจพิชิตการค้าโลก โดยมีตัวละคร Freight Forwarder ยืนอยู่บนเข็มทิศ แสดงบทบาทหลัก 3 อย่าง: บริหารการขนส่ง จัดการเอกสารและพิธีการศุลกากร และบริการคลังสินค้า พร้อมเปรียบเทียบกับชิปปิ้งและเหตุผลที่ธุรกิจควรใช้บริการ
❌ หยุดส่งออกเอง! 3 เหตุผลหลักทำไมต้องจ้าง Forwarder✈️🚢🚛🚂
📍Freight Forwarder คือ ใครน้าา??? "ตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ" ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางช่วยดูแลเรื่องการขนส่งสินค้าแทนผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าแบบครบวงจรค่ะ นี่คือสรุปประเด็นสำคัญเพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมค่ะ: 1. เขาทำหน้าที่อะไรบ้าง? (ทำมากกว่าแค่ส่งของ) Freight Forwarder ไม่ได้เ
Dr.Niinew BOKtor✨

Dr.Niinew BOKtor✨

ถูกใจ 8 ครั้ง

เทียบชัดๆแปะจุก หลักสิบvsหลักร้อย แบบ ไหนคุ้มกว่า?
​ฮัลโหลพส. นส. วันนี้เอยขอมามาเทียบ "บราแปะจุก" ระหว่างของหลักสิบกับหลักร้อย มันต่างกันอย่างไร? จ่ายแพงกว่าแล้วจบจริงไหม? โพสต์นี้ม้วนเดียวจบ มาดูกันค่ะ! ✨ ​🌤️ 1. ระหว่างวันหลุดไหม? (คำถามยอดฮิต!) ​• หลักสิบ: อากาศร้อนๆ เดือนเมษาแบบนี้ เดินแป๊บเดียวเหงื่อซึมคือขอบเริ่มเผยอแล้ว ยิ่ง
เอยอยากใช้ชีวิต

เอยอยากใช้ชีวิต

ถูกใจ 6 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม