คนที่กลัวความแตกต่างที่สุด อาจไม่ใช่เด็ก แต่เป็นผู้ใหญ่

ฉันพึ่งมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนแห่งหนึ่งกับรายการ OH I See อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เองสันจร ในฐานะคนตาบอดที่ชวนเด็ก ๆ มาลองทำความรู้จักโลกอีกแบบหนึ่ง

ฐานของฉันใช้เวลาเพียงสิบนาที ให้น้องคนหนึ่งปิดตา แล้วให้อีกคนลองพาเพื่อนเดินไปด้วยกัน

ก่อนเริ่มกิจกรรม ฉันเริ่มต้นด้วยคำถามเดิมเสมอ เคยเจอคนตาบอดไหม แล้วก็ถามต่อว่า ถ้าเจอ เราทำยังไง

.

ฉันคิดว่าเด็กส่วนใหญ่คงส่ายหน้า แต่กลับไม่ใช่เลย

แทบทุกกลุ่มจะมีใครสักคนยกมือแล้วเล่าว่า เคยพาคนตาบอดเดิน เคยช่วยพาข้ามถนน หรือเคยวิ่งเข้าไปช่วยใครบางคนที่เขาคิดว่ากำลังลำบาก

แม้หลายคนจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการช่วยที่ถูกต้องควรเป็นแบบไหน แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะเดินเข้าไปหา

.

ฉันฟังคำตอบเหล่านั้น แล้วก็อดนึกถึงผู้ใหญ่หลายคนไม่ได้ คนที่เคยบอกว่าไม่กล้าเข้าไปทัก ไม่กล้าเข้าไปช่วย เพราะกลัวทำผิด กลัวทำให้อีกฝ่ายลำบากกว่าเดิม

ดูเหมือนว่าเมื่อเราโตขึ้น เราจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะระวังความผิดพลาด จนบางครั้งก็เผลอสร้างระยะห่างระหว่างตัวเองกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

แต่เด็ก ๆ ยังมีความกล้าแบบหนึ่งอยู่ เป็นความกล้าที่จะสงสัย กล้าที่จะถาม และกล้าที่จะยื่นมือออกมา โดยยังไม่รู้คำตอบทั้งหมด

.

หน้าที่ของฉันในวันนั้นจึงไม่ใช่การสอนว่า คนตาบอดใช้ชีวิตอย่างไร แต่อยากชวนพวกเขารู้ว่า ก่อนจะช่วยใครสักคน เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบจับแขนหรือรีบตัดสินใจแทนเขา

แค่การเอ่ยถามให้ผมช่วยไหม ก็อาจเป็นการเริ่มต้นที่อ่อนโยนที่สุดแล้ว

.

ฉันชอบประโยคนี้ เพราะมันไม่ได้ใช้ได้แค่กับคนตาบอด แต่ใช้ได้กับทุกคนที่กำลังพยายามใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

และบางที การทำความเข้าใจความแตกต่าง ก็คงไม่ได้เริ่มจากการรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกันและกัน แค่เริ่มจากการกล้าเดินเข้าไปหา และยอมรับว่าเราเองก็ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก

.

#lspiration #ไดแอลรี่ #OHISEEสัญจร

6/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการได้มีโอกาสร่วมกิจกรรม OH I See สัญจรนี้ ทำให้ผมรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งถึงความสำคัญของการเปิดใจยอมรับความแตกต่างในสังคม การที่เด็ก ๆ กล้ายื่นมือและสงสัยแม้จะยังไม่รู้คำตอบ คือเครื่องพิสูจน์ว่าความแตกต่างไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคเสมอไป ผมเคยลองทำกิจกรรมแบบใกล้ชิดกับเด็ก ๆ ที่ต้องปิดตาและเดินคู่กับเพื่อนเพื่อสัมผัสว่าการเป็นคนตาบอดครั้งหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร ความรวดเร็วในการพยุงและความรู้สึกไว้วางใจที่เด็ก ๆ แสดงออกมานั้นสร้างความประทับใจมากกว่าคำพูดใด ๆ ในทางกลับกัน ผู้ใหญ่ที่กลัวความแตกต่างหลายครั้งกลับถูกจำกัดด้วยความกลัวว่าจะทำผิดพลาด จนบางครั้งละเลยที่จะเข้าไปช่วยหรือสื่อสารกับคนที่แตกต่างไปจากตนเอง ความกลัวนี้แม้จะมีเหตุผลบนพื้นฐานของการระมัดระวัง แต่ก็อาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันและกัน ที่สำคัญคือมันอาจทำให้โอกาสในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันลดลง ผมจึงเห็นว่าการเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ เช่น “อยากให้ช่วยไหม?” หรือ “มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ไหม?” จะทำให้การช่วยเหลือและความเข้าใจเป็นไปอย่างนุ่มนวลและจริงใจมากขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงเหมาะกับการช่วยเหลือคนตาบอดเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ในความสัมพันธ์กับคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่เพศ เชื้อชาติ สถานะทางสังคม หรือแม้กระทั่งความคิด ในฐานะที่เราแต่ละคนกำลังเดินบนเส้นทางชีวิตของตนเอง การให้เกียรติและเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ปรากฏตัวในแบบของเขา ถือเป็นการเรียนรู้และพัฒนาสังคมที่แท้จริง ความกล้าที่จะเรียนรู้และยอมรับว่าไม่มีใครรู้ทุกอย่าง คือการเปิดประตูสู่การเชื่อมโยงและความเข้าใจที่แท้จริงในหลากหลายมิติของความแตกต่างนั้นเอง