ชายวัยกลางคนยืนอยู่ท่ามกลางหมอกสีเทา

ที่ปกคลุมทั่วเมืองหลวง บนถนนไม่มีแม้แต่ผู้คนสัญจร มีเพียงความเงียบที่ปลอบประโลมจิตใจ

.

เพียงคนเดียวที่ได้ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

.

"กี่โมงแล้วนะ"

.

เขาพูดพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา พลางมองไปรอบ ๆ สิ่งที่เห็นมีเพียงตึกสูงตระหง่าน

.

"จะไปรู้ได้ยังไงกันนะ"

.

มุขตลกฝืด ๆ ถูกเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะอันเย็นชา เขาเดินไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย เพียงภาวนาในใจให้พบทางออก

.

เสียงฮัมเพลง กระทั่งเสียงฝีเท้า ดังก้องไปทั่วบริเวณ เขาเดินอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เดินชมร้านเครื่องประดับ ร้านเสื้อผ้าที่เขาเห็นมาเป็นร้อยเป็นพันรอบ

.

ละเลียดชมความสวยงามจอมปลอมที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

.

จนกระทั่งวนกลับมา ณ จุดเริ่มต้น

.

"กี่โมงแล้วนะ"

.

ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ

.

"จะไปรู้ได้ยังไงกันนะ"

.

ราวกับมันเป็นสิ่งที่ต้องชดใช้

.

ราวกับว่าไม่สามารถพูดหรือกระทำอย่างอื่นได้

.

ราวกับว่าเป็นวัฏสงสาร

.

ราวกับ ร้องขอการอภัยจากพระเจ้า

.

จนกว่าจะได้พบทางออกที่แท้จริง

.

ไม่ใช่เพียงคำโป้ปดของพระเจ้า

#นิยายสั้น

1/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่ผมอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจลึกซึ้งมากครับ เหมือนกับได้สัมผัสกับความว่างเปล่าและความเงียบสงัดที่ชายกลางคนในเรื่องประสบอยู่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและหมอกสีเทา ผมเคยประสบกับช่วงเวลาที่รู้สึกเหมือนตัวเองติดอยู่ในวัฏจักรซ้ำซาก ไม่ว่าจะทำอะไรทุกอย่างก็เหมือนจะวนกลับที่เดิมเหมือนกับเขาที่เดินไปเรื่อย ๆ แต่ไม่สามารถหาทางออกได้จริง ๆ บางครั้งเราก็พยายามจะเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือรอโอกาส แต่สุดท้ายก็นำมาซึ่งความรู้สึกเหมือนโดนหลอกเหมือนคำพูดในเรื่องที่ว่าเป็น "คำโป้ปดของพระเจ้า" เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงความเงียบสงัดที่ไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่าทางกายภาพแต่ยังเป็นความรู้สึกภายในใจที่ซ่อนความลึกซึ้งและซับซ้อนของความกลัว ความสับสน และความหวัง ผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านแล้วจะสัมผัสได้ถึงความหมายนี้และอาจสะท้อนกับช่วงเวลาที่เราเองก็รู้สึกต้องไตร่ตรองและค้นหาทางออกให้กับตัวเอง ยิ่งการใช้บรรยากาศหมอกสีเทาและฉากเมืองหลวงที่ว่างเปล่าทำให้ภาพในใจมันคมชัดขึ้นอีก การสะท้อนความรู้สึกของชายที่พึมพำคำถามเรื่องเวลากับตัวเองซ้ำ ๆ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกไม่แน่นอนของชีวิตและความพยายามที่จะหาความมั่นคงในช่วงเวลาหนึ่ง จากประสบการณ์ส่วนตัวเวลาที่ผมรู้สึกเหมือนติดอยู่ในความคิดหรือวัฏสงสารภายในใจนั้น การเปิดใจพูดกับคนใกล้ชิด หรือแม้แต่นั่งคิดและเขียนข้อความออกมาเหมือนกับทำตัวเป็นตัวกลางของความคิด ช่วยให้ผมมีทางออกและความเข้าใจมากขึ้น เหมือนการเดินทางผ่านหมอกหนาทึบไปสู่แสงสว่าง แม้ว่ามันอาจช้าและลำบาก แต่มันก็คุ้มค่าที่จะลองและไม่ยอมแพ้ ขอแนะนำให้ผู้อ่านลองมองเรื่องนี้ในแง่ของการเยียวยาใจและการยอมรับสิ่งที่เราผ่าน แม้ว่าการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าและความเงียบอาจดูท้าทาย แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงและเส้นทางที่แท้จริงในชีวิต

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ Lemon8Family 🍋
Lemon8Family 🍋

โพสต์ปังมากค่า!🎉 อย่าลืมตอบคอมเมนต์พูดคุยกับเพื่อนๆ และกดติดตามเราไว้ เพื่อดูอัปเดตใหม่ๆ และฮาวทูทำคอนเทนต์ปังๆ!😎 มาโพสต์ใน Lemon8🍋 กันเยอะๆ นะค้า~~✨💕