เชื่อฟังมากเกินไปจะกลายเป็นคนไม่มีหัวคิด

เราว่ากระบวนการทางสมองเราต้องมีปัญหาแน่ๆ

บ้านเราพ่อแม่มีลูกหลายคน มีธุรกิจที่ต้องจัดการ

เราเห็นคนนั้นเป็นยังไง คนนี้เป็นยังไง แม่ต้องปวดหัวเรื่องใคร จากการเฝ้ามองดู มันทำให้เราเกิดความคิดฝังหัวที่ว่า

”เราจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ท่านจะได้ไม่ปวดหัวเพราะเรา”

แต่กระบวนการความคิดเราผิดไปนิดนึง

เราตีความคำว่าเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ด้วยการเชื่อฟังทุกอย่าง ทำตามทุกอย่าง สิ่งไหนทำด้วยตัวเองได้ก็จะทำด้วยตัวเอง ไม่พึ่งใคร ไม่ถามใคร เลือกเรียนไปด้วยความเรียนอะไรก็ได้ ถึงแม้จะรู้ตัวว่าไม่ชอบ แต่ก็ต้องอดทนเรียนให้จบ เพราะเข้ามาเรียนแล้ว การเปลี่ยนที่เรียนจะทำให้แม่เดือดร้อน เสียเงิน เสียใจว่าทำไมเราเรียนไม่ไหว เราอดทนเรียนจนจบ แล้วก็ใช้ชีวิตด้วยแนวคิดแบบนั้นจนกระทั่ง…

เรียนจบจริงๆ

ในวันที่ต้องตัดสินใจเลือกเองว่าชีวิตจะเดินไปทางไหน ทำงานอะไร อยู่อย่างไร มันทำให้โลกเราพังทลาย เรากลัว เราเครียด

เราไม่มีแม่คอยบอกอีกต่อไปว่าเราควรทำอะไร เพราะปีที่เราเรียนจบ คือปีที่แม่เราเสีย

เราเคว้ง เราเครียด เราไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร เราทำได้ งานเราก็ทำได้ แต่สิ่งที่เราทำไม่ได้คือการตัดสินใจที่จะทำ อยากให้เราทำก็ต้องบอกเรา เราไม่เข้าใจว่า ที่คนอื่นบอกให้เราคิดเองว่าต้องทำอะไร มันต้องคิดยังไง เลยทำได้แค่ทำตามที่คนอื่นบอก

จนวันหนึ่งเราโตขึ้นมา เริ่มถูกบีบให้คิดเองมากขึ้น

มันทำให้เราคิดได้ว่า ที่ผ่านมา เราเชื่อฟังมาโดยตลอด โดยไม่เคยคิดเองมาก่อน จนทำให้กลายเป็นคนไม่มีหัวคิด คิดไม่ได้ ตัดสินใจเองไม่เป็น เพราะไม่เคยทำมาก่อน

พอมาวันนี้เราตัดสินใจเองได้ เริ่มจากการตัดสินใจเรียนปริญญาใบที่ 2 ด้วยตัวเอง จนตอนนี้พัฒนาไปเป็นวางเส้นทางอนาคตตัวเองว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้เป็นอย่างที่ตั้งใจ เราถึงรู้ตัว

เชื่อฟังน่ะได้ แต่ต้องคิดว่าควรเชื่อไหม ต้องบอกตัวเองให้คิด ว่าเชื่อเพราะอะไร ถ้าไม่ฝึกคิด วันนึงกว่าจะรู้ตัว เราก็ผ่านชีวิตมาช่วงหนึ่งแล้ว

ทุกวันนี้ยังดีใจที่ในวันนั้น ปรี๊ดแตกอยากดื้อด้วยการแอบไปเรียนกฎหมายอีกใบ โดยไม่บอกใคร ทำให้เราเริ่มคิดด้วยตัวเองเป็นมากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น รูปมาจากการฝึกศาลจำลองนะคะ ยังไม่ใช่คุณทนาย

#โตขึ้นจึงรู้ว่า

3/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในชีวิตของหลายคน การได้รับคำสอนและคำแนะนำจากพ่อแม่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยนำทางเราจากวัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าหลายคนอาจไม่ทันได้ตระหนัก คือการเชื่อฟังแบบไม่ตั้งคำถามหรือไม่ฝึกคิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ เมื่อโตขึ้น ระยะที่ต้องพบกับการตัดสินใจสำคัญในชีวิต เช่น การเลือกเส้นทางอาชีพหรือการใช้ชีวิตอย่างอิสระ กลับทำให้หลายคนรู้สึกเคว้งคว้างและวิตกกังวลอย่างหนัก เพราะไม่เคยฝึกคิดอย่างลึกซึ้งว่าต้องการอะไรกันแน่ นั่นเพราะการเชื่อฟังมากเกินไปสั่งสมจนกลายเป็นนิสัยที่ไม่กล้าลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ประสบการณ์ตรงจากผู้เขียนที่กล่าวถึงการเลือกเรียนสาขาที่ไม่ชอบเพราะไม่อยากให้พ่อแม่เดือดร้อน และการกลัวที่จะเปลี่ยนเพราะกลัวทำให้พ่อแม่เสียใจ สามารถสะท้อนสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน การอดทนอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังจึงกลายเป็นความรู้สึกที่ยากจะแก้ไขได้โดยง่าย ยิ่งในวันที่ต้องตัดสินใจเองโดยไม่มีคำแนะนำพ่อแม่ กลับไม่รู้เลยว่าควรเริ่มต้นอย่างไร จากประสบการณ์ส่วนตัว การได้ตัดสินใจเรียนปริญญาใบที่ 2 เองอย่างอิสระและการแอบเรียนกฎหมายโดยไม่บอกใคร เป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ผู้เขียนเริ่มคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจเป็นของตัวเองได้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่แนะนำว่าควรให้เวลากับการฝึกคิดและทดลองผิดลองถูกในชีวิตของตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจและทักษะในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ การตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทำไมเราถึงเชื่อฟัง" และ "เชื่อฟังเพราะอะไร" จะช่วยให้ทุกคนพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถวางแผนชีวิตตามความฝันและเป้าหมายได้อย่างชัดเจนโดยไม่ตกอยู่ในกรอบของความเชื่อฟังแบบไม่มีเหตุผล สุดท้ายนี้ หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพิงคนอื่นเกินไป ไม่อยากให้ใช้เวลาผ่านไปโดยไม่ฝึกคิดเอง เพราะวันหนึ่งการตัดสินใจเองจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าอะไรมาก และจะทำให้คุณมีชีวิตที่มีความหมายและความสุขจากสิ่งที่เลือกเองจริงๆ