ฎีกาน่าสนใจ
📘 ฎีกาที่ 139/2569
คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 144
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้
นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง
🔍 ข้อสังเกต
กรณีนี้นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น ดอกเบี้ยการผิดนัดชำระหนี้จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เป็นต้นไป
#lawstudent #นิติศาสตร์ #เนติบัณฑิต #สรุปกฎหมาย #กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง






















