ประกาศจากสถานทูตสหรัฐฯ

🇺🇸Update จากสถานทูตฯ! สหรัฐฯ 'ไม่ระงับ' การออกวีซ่าคนไทย กลุ่มท่องเที่ยว-นักเรียน-ทำงาน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการเข้มงวดล่าสุด สั่งระงับการออก “วีซ่าผู้อพยพ” (Immigrant Visa) ให้แก่พลเมืองจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้สวัสดิการของรัฐกว่า 70 ประเทศ ซึ่งรวมถึง “ประเทศไทย” โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2026 นี้ เพื่อทบทวนนโยบายป้องกันไม่ให้ผู้อพยพกลายเป็น “ภาระของรัฐ” (Public Charge)

เปิดรายชื่อประเทศกลุ่มเสี่ยง “ไทย” ติดโผระงับวีซ่า

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (U.S. Department of State) ได้เผยแพร่ประกาศอัปเดตเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 ระบุถึงการทบทวนกระบวนการพิจารณาวีซ่าครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาตั้งถิ่นฐาน

โดยรายชื่อประเทศที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงสูง (High Risk) ที่พลเมืองจะเข้ามาใช้สวัสดิการรัฐ และถูกระงับการออกวีซ่าผู้อพยพ มีจำนวนมาก ครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วโลก อาทิ กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม และ “ไทย” รวมถึงประเทศใหญ่อย่าง รัสเซีย, บราซิล และ อียิปต์ ก็อยู่ในรายชื่อนี้เช่นกัน

ชะตากรรมผู้ยื่นคำร้อง: สัมภาษณ์ได้ แต่ “ไม่ได้วีซ่า”

สำหรับคนไทยที่กำลังอยู่ในกระบวนการขอย้ายไปอยู่สหรัฐฯ ทางการได้ชี้แจงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้:

การนัดหมาย: ผู้ยื่นคำร้องยังคงสามารถส่งเอกสารและเข้ารับการสัมภาษณ์ที่สถานทูตฯ ได้ตามปกติ

การพิจารณา: เจ้าหน้าที่จะรับเรื่องไว้ แต่ “จะไม่มีการออกวีซ่า (Issuance)” ให้ในช่วงที่มีคำสั่งระงับนี้ จนกว่ากระบวนการทบทวนนโยบายจะเสร็จสิ้น

ข้อยกเว้น: ผู้ที่มี “สองสัญชาติ” (Dual Nationality) หากถือหนังสือเดินทางของประเทศที่ ไม่อยู่ ในรายชื่อแบน สามารถใช้หนังสือเดินทางเล่มนั้นยื่นขอวีซ่าได้ตามปกติ

ยืนยัน “วีซ่าท่องเที่ยว” ไม่ได้รับผลกระทบ

ประเด็นที่สร้างความสับสนและตื่นตระหนกมากที่สุดคือเรื่องของการเดินทางทั่วไป ทางกระทรวงฯ ยืนยันชัดเจนว่า คำสั่งนี้ใช้เฉพาะ “Immigrant Visa” (ผู้ที่ขอย้ายไปอยู่ถาวร) เท่านั้น

Non-immigrant Visa: วีซ่าท่องเที่ยว, วีซ่าธุรกิจ, หรือวีซ่านักเรียน ไม่ได้รับผลกระทบ จากมาตรการนี้

Existing Visas: ผู้ที่ถือวีซ่าผู้อพยพที่ยังไม่หมดอายุ สามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ตามปกติ ไม่มีการเพิกถอนสิทธิ์ย้อนหลัง

เบื้องหลังนโยบาย Public Charge (What’s Next)

นโยบายนี้สะท้อนจุดยืน “America First” ที่เข้มข้นขึ้น โดยเน้นย้ำว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นพลเมืองใหม่ต้องมีความพร้อมทางการเงิน (Financial Self-sufficiency) การระงับชั่วคราวนี้คือช่วงเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศและ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) จะทำการรื้อระบบการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้ยื่นขอวีซ่าใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดิน

บทสรุป: นับเป็นข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนไทยที่วางแผนย้ายถิ่นฐานไปสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาดูกระบวนการทบทวนกฎระเบียบนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะกินเวลานานเท่าใด ส่วนนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจไทยยังสามารถเดินทางได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวล

อ้างอิงข้อมูล: U.S. Department of State (Travel.State.Gov) – 14 Jan 2026

2/1 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่เคยยื่นคำร้องวีซ่าและสัมภาษณ์ที่สถานทูตสหรัฐฯ ผมขอแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้นครับ การประกาศระงับการออก "วีซ่าผู้อพยพ" สำหรับคนไทยนั้น อาจสร้างความกังวลใจให้ผู้วางแผนย้ายถิ่นฐานไปสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเปิดให้ยื่นเอกสารและนัดสัมภาษณ์ตามขั้นตอนเดิม แต่จะยังไม่อนุมัติออกวีซ่าชั่วคราวในช่วงที่มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งถือเป็นมาตรการเลื่อนเวลาให้หน่วยงานรัฐได้ปรับปรุงและเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบความพร้อมทางการเงินของผู้ขอวีซ่า สิ่งที่สำคัญคือ นโยบายนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อ "วีซ่าที่ไม่ใช่ผู้อพยพ" ได้แก่ วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน และวีซ่าทำงานชั่วคราว ผู้ถือวีซ่าเหล่านี้ยังสามารถยื่นขอและเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเพิกถอนหรือถูกระงับ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ถือสองสัญชาติ หากมีหนังสือเดินทางจากประเทศที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็สามารถใช้สัญชาตินั้นยื่นขอวีซ่าแทนได้ ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการได้รับอนุมัติ เมื่อพิจารณาถึงเจตนาของนโยบาย "Public Charge" ที่มุ่งเน้นให้ผู้อพยพมีความสามารถทางการเงินและพึ่งพาตัวเองได้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันการรับภาระสวัสดิการของรัฐที่อาจสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยว เรียน หรือทำงานชั่วคราวในสหรัฐฯ สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้อย่างมั่นใจ และติดตามข่าวสารประกาศอย่างใกล้ชิดจากสถานทูต เพื่อรับทราบข้อมูลอัปเดตล่าสุด การเตรียมตัวที่ดี เช่น การเตรียมเอกสารแสดงฐานะทางการเงินที่ชัดเจน และความพร้อมในการตอบคำถามเกี่ยวกับแผนการเข้าพำนัก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติวีซ่าอย่างราบรื่นในอนาคตครับ