Automatically translated.View original post

"What is obtained from elder Sai Chunpur"

4/18 Edited to

... Read moreช่วงที่ได้อ่านข้อความแนว “อันไหนแก้ไม่ได้—วาง” ของพี่ทราย เจริญปุระ มันเหมือนมีคนมาหยุดวงจรเดิมๆ ให้เราเลยค่ะ เพราะหลายครั้งเรามักรับบท “คนรับทุกอย่างไว้” จนลืมไปว่า ปัญหาบางเรื่อง “คุณไม่ได้ก่อ แล้วมันจะมาจบที่คุณได้ยังไง” สิ่งที่ฉันลองทำตามแล้วเวิร์ก คือแยกปัญหาออกเป็น 3 กองแบบง่ายๆ 1) ปัญหาของฉัน: ฉันต้องลงมือแก้เอง 2) ปัญหาร่วม: ฉันช่วยได้บางส่วน แต่ต้องมีอีกฝ่ายรับผิดชอบด้วย 3) ปัญหาของเขา: ฉันรับฟัง/ให้กำลังใจได้ แต่ “ส่งคืนไป” ให้เจ้าของปัญหาจัดการ แค่จัดกองให้ชัด ก็ลดความสับสนในใจได้เยอะมาก อีกประโยคที่โดนใจคือ “ทำเท่าที่ทำได้ก็พอ ที่เหลือ…ไม่ใช่หน้าที่คุณ” ฉันเอาไปใช้กับงานและความสัมพันธ์เลย เช่น ถ้าเราช่วยเต็มที่แล้ว แต่ปลายทางยังไม่ดีขึ้น นั่นไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวเสมอไป แปลว่าเราทำส่วนของเราแล้วจริงๆ วิธี “ขีดเส้นให้ชัด” ที่ฉันใช้บ่อยๆ (พูดสั้นๆ แต่ชัด) - “เราช่วยได้แค่นี้นะ ที่เหลืออยากให้คุณจัดการต่อ” - “ตอนนี้ขอพักก่อน เดี๋ยวคุยกันได้อีกทีพรุ่งนี้” - “เรื่องนี้เราเข้าใจ แต่เราไม่สามารถรับผิดชอบแทนได้” ตอนแรกแอบกลัวคนไม่พอใจ แต่พอลองทำจริง เราจะเห็นว่าโลกมันต้องเดินต่อได้ แม้ไม่มีเราคอยรับทุกอย่าง และถ้าเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา ลองนึกตามประโยคนี้: “ไม่มีใครพัง ไม่มีใครตาย ถ้าวันนี้คุณไม่อยู่ตรงนั้น” บางทีเราแค่เคยชินกับการแบก จนคิดว่าถ้าเราหายไปทุกอย่างจะพัง ทั้งที่จริงคนอื่นควรได้เรียนรู้การรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง สุดท้าย อย่าลืม “หาเวลาให้ตัวเองบ้าง” เพราะการถอย การพัก หรือแม้แต่การพูดว่า “ช่างแม่ง” ในวันที่ใจไม่ไหว ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนไม่ดีเลย มันคือการรักษาใจตัวเอง เพื่อกลับไปดูแลเรื่องที่สำคัญจริงๆ ได้อย่างไม่พังค่ะ