เสน่ห์ตะวันตกในวัดไทยยุครัตนโกสินทร์

เมื่อพูดถึงวัดไทย หลายคนมักนึกถึงสถาปัตยกรรมแบบไทยดั้งเดิม เช่น หลังคาซ้อนชั้น ลวดลายปูนปั้นสีทอง และพระอุโบสถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประเทศไทยเริ่มมีการติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้น ทำให้เกิดการผสมผสานทางศิลปะและสถาปัตยกรรมระหว่างไทยกับยุโรปอย่างน่าสนใจ วัดหลายแห่งในกรุงเทพฯ จึงไม่ได้มีเพียงศิลปะไทยแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังแฝงอิทธิพลของศิลปะตะวันตกไว้ในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอาคาร การตกแต่งภายใน หรือเทคนิคการสร้าง วันนี้เราจะพาไปชมตัวอย่างวัดสำคัญที่สะท้อนการผสมผสานศิลปะไทยและตะวันตก ได้แก่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดบวรนิเวศวิหารซึ่งล้วนเป็นวัดที่มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ศิลปะในสมัยรัตนโกสินทร์

1.วัดบวรนิเวศวิหาร

เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนเกาะรัตนโกสินทร์ เดิมพื้นที่นี้ประกอบด้วยวัดสองวัด คือ วัดใหม่(ทางเหนือ) และ วัดรังษีสุทธาวาส (ทางใต้) ซึ่งถูกรวมเข้าเป็นวัดเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ 6 วัดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่ประทับของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ขณะทรงผนวช เช่น รัชกาลที่ 4, 6, 7 และรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชหลายพระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหามกุฏราชวิทยาลัย สถาบันการศึกษาทางพุทธศาสนาแห่งแรกของไทย

จุดเด่นทางสถาปัตยกรรมและเสน่ห์ตะวันตก

พระอุโบสถ: เป็นแบบพระราชนิยมรัชกาลที่ 3 แต่มีการตกแต่งเสามุขด้านหน้าอาคารแบบตะวันตก มีเสาเหลี่ยมและพาไลรอบซุ้มประตู หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น ภายในมีเสา 6 คู่ที่มีการไล่ระดับสีจากเข้มไปหาขาวนวล ซึ่งเป็นปริศนาธรรมสอนเรื่องความบริสุทธิ์ของจิตใจ

เสน่ห์ตะวันตก (จิตรกรรมฝาผนัง): สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดคือภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือ ขรัวอินโข่ง ซึ่งเป็นจิตรกรไทยคนแรกที่นำเทคนิค Perspective (ทัศนวิทยา) แบบตะวันตกมาใช้ ภาพเหล่านี้ไม่ได้วาดเรื่องพุทธประวัติแบบเดิม แต่ใช้ "ปริศนาธรรม" ผ่านภาพวิถีชีวิตชาวตะวันตก อาคารบ้านเรือนสไตล์ยุโรป และผู้คนที่แต่งกายใส่หมวกสวมสูที่

ตึกพระปัญญา: อาคารทรงยุโรป 3 ชั้น ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช

สิ่งที่น่าสนใจและกิจกรรมความเชื่อ

พระประธาน 2 องค์:ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญตั้งซ้อนกัน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต)และ พระพุทธชินสีห์ ซึ่งที่ฐานของพระประธานเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9

พระไพรีพินาศ:ประดิษฐานอยู่บริเวณพระเจดีย์ทอง มีความเชื่อว่าช่วยให้พ้นจากศัตรูและอุปสรรค

หลวงพ่อดำ:พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมมาขอพรเรื่องความสำเร็จ ความปลอดภัย และโชคลาภ

รอยพระพุทธบาท:มีความเชื่อว่าหากอธิษฐานแล้วสามารถ ตั้งเหรียญบนรอยพระพุทธบาทได้ สิ่งที่ขอจะเป็นจริง

พระอุปคุต:นิยมกราบไหว้เพื่อขอโชคลาภ

ข้อมูลการท่องเที่ยวและการเดินทาง

การเดินทาง:

MRT:สถานีสามยอด (สายสีน้ำเงิน) แล้วต่อรถแท็กซี่หรือตุ๊กตุ๊กประมาณ 10 นาที

รถเมล์:สาย 15, 56, 68, 127, 516, A4, และ S1

เดิน: หากพักแถวข้าวสาร สามารถเดินมาได้ภายใน 5-10 นาที

ข้อมูลเสริม:เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 08.00 - 18.00 น. (บางแหล่งระบุถึง 17.00 น.)

ข้อควรปฏิบัติ: ต้องแต่งกายสุภาพ (ปิดไหล่และเข่า) และ ห้ามยืนถ่ายภาพภายในพระอุโบสถ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระบรมราชสรีรางคาร

จุดถ่ายภาพเช็คอิน

1. พระเจดีย์ทอง:เจดีย์ขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของวัด

2. ภาพจิตรกรรมปริศนาธรรมสไตล์ยุโรป:บริเวณผนังเหนือหน้าต่างในพระอุโบสถ (ควรนั่งถ่ายภาพตามกฎ)

3. เขตสังฆาวาส (กุฏิพระ): มีมุมสงบและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เหมาะสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรต

4. ซุ้มประตูทวารบาลแบบจีน: บริเวณบานประตูพระอุโบสถที่มีการแกะสลักรูป "เสี้ยวกาง"

2. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2412 โดยรัชกาลที่ 5 ทรงซื้อที่ดินซึ่งเคยเป็นวังและบ้านเรือนราษฎรเพื่อสร้างวัดตามโบราณราชประเพณี วัดนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 3 พระองค์ รวมถึงพระองค์ปัจจุบัน และยังเป็นที่ตั้งของ สุสานหลวง แห่งเดียวในกรุงเทพมหานครอีกด้วย

จุดเด่นทางสถาปัตยกรรม: ความเป็น ลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง

ไฮไลต์สำคัญที่ห้ามพลาดคือการออกแบบที่นำเอาโลกตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทย

ภายนอกอันทรงคุณค่า: พระอุโบสถเป็นอาคารแบบไทยประเพณี มีหน้าบันที่สวยงาม โดยหน้าบันมุขเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ และหน้าบันด้านในเป็นรูปช้าง 7 เชือกเทินพานรองพระเกี้ยว ซึ่งเป็นพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ยังมี ระเบียงคดวงกลม ล้อมรอบพระมหาเจดีย์ ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมใหม่ในยุคนั้น

ภายในสไตล์โกธิค (Gothic): เมื่อก้าวเข้าไปในพระอุโบสถ ท่านจะรู้สึกเหมือนอยู่ในโบสถ์คริสต์ในยุโรป เพราะตกแต่งด้วยศิลปะแบบโกธิคทั้งหมด ซึ่งเป็นไอเดียของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ผนังด้านข้างยังถูกปรับปรุงให้เป็นแบบตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 7

งานประดับมุกและงานแกะสลัก: บานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถประดับมุกเป็นรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ส่วนที่พระวิหารจะใช้เทคนิคงานแกะสลักไม้เป็นรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์เช่นกัน ทำให้เห็นสีสันที่สวยงาม

สิ่งที่น่าสนใจ (Highlights)

พระพุทธอังคีรส: พระประธานปางสมาธิที่มีความพิเศษคือ ครองจีวรยับย่นสมจริงตามแนวคิดตะวันตก องค์พระหล่อขึ้นจากเครื่องทรงทองคำสมัยทรงพระเยาว์ของรัชกาลที่ 5 และที่ฐานบัลลังก์ยังเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารของกษัตริย์หลายพระองค์ รวมถึงรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9

สุสานหลวง: เป็นที่บรรจุพระอัฐิและพระราชสรีรางคารของเจ้านายหลายพระองค์ มีอนุสาวรีย์ถึง 34 แห่งที่มีรูปแบบหลากหลาย ทั้งทรงไทย ทรงปรางค์ ไปจนถึง ทรงตะวันตกที่มีโดมและประดับกระจกสี (Stained Glass)

จุดถ่ายภาพที่ไม่ควรพลาด

ประตูบานแกะสลักรูปทหาร: ตรงทางเข้าฝั่งถนนราชบพิธ จะมีรูปทหารแต่งกายแบบตะวันตกยืนเฝ้าประตู เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพมาก

ระเบียงคดและพระมหาเจดีย์: ถ่ายภาพแนวโค้งของระเบียงที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงาม โดยมีเจดีย์ทรงระฆังเป็นฉากหลัง

ภายในพระอุโบสถ: เพื่อเก็บภาพความอลังการของเพดานสูงและโคมไฟระย้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนโบสถ์ในยุโรป

กลุ่มอนุสาวรีย์ในสุสานหลวง: โดยเฉพาะอาคารทรงยุโรปที่มีหน้าบันรูปพระอาทิตย์และงานกระจกสี ซึ่งให้ภาพที่ดูคลาสสิกและอินเตอร์

วิธีการเดินทาง

สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารสาธารณะและเรือ

รถส่วนตัว : ทางวัดมีที่จอดรถมากมาย แต่อาจจะเสียค่าจอดเล็กน้อย ระยะเวลาเดินทางประมาณ 2ชม. 31นาที

รถสาธารณะ : สารยรถเมย์ที่ผ่านได้แก่ 2,12,25,48,60,82,507,508

เรือ : เรือด่วนเจ้าพระยา ลงท่าราชินี หรือท่าสะพานพุทธ

mrt : สถานีสนามไชย (ทางออก 4) เดินต่อไปอีกไม่ไกล

3. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เดิมชื่อ วัดแหลม หรือวัดไทรทอง ต่อมาได้รับการบูรณะและสร้างพระเจดีย์ 5 องค์เป็นอนุสรณ์ จึงได้รับพระราชทานนามว่า วัดเบญจมบพิตร

ในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้มีการสร้างวัดขึ้นใหม่ให้มีความงดงาม โดยนำ ศิลปะตะวันตกมาผสมผสานกับศิลปะไทย อย่างเด่นชัด เช่น การสร้างพระอุโบสถด้วย หินอ่อนจากประเทศอิตาลี และการออกแบบอาคารให้มีความสมดุลแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ต่อมาในสมัย รัชกาลที่ 6 ได้ดำเนินการก่อสร้างและตกแต่งวัดต่อจนแล้วเสร็จ พร้อมอัญเชิญพระสรีรังคารของรัชกาลที่ 5 มาบรรจุไว้ใต้รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราชในพระอุโบสถ

จุดเด่นทางสถาปัตยกรรม

พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรสร้างด้วย หินอ่อนทั้งหลัง แสดงอิทธิพลของ ศิลปะตะวันตก โดยเฉพาะการใช้วัสดุหินอ่อนและการออกแบบอาคารที่มีความสมมาตร ผสมผสานกับศิลปะไทย เช่น หลังคาซ้อนหลายชั้น ช่อฟ้า ใบระกา และลวดลายลงรักปิดทอง ภายในมีจิตรกรรมลายไทยและลายทองรดน้ำอย่างงดงาม

พระระเบียงคดของวัดเบญจมบพิตรเป็นทางเดินที่เชื่อมต่อกับพระอุโบสถ พื้นและเสาสร้างด้วย หินอ่อนจำนวนมาก แสดงอิทธิพลของ ศิลปะตะวันตก ที่นิยมใช้วัสดุหินและการจัดโครงสร้างอาคารอย่างเป็นระเบียบ ผสมผสานกับศิลปะไทย เช่น การลงรักปิดทองและลายรดน้ำภายในยังมี พระพุทธรูปโบราณ 52 องค์ จัดแสดงเรียงรายรอบพระระเบียง

ศาลาร้อยปีปิยมหาราชอนุสรณ์เป็นอาคารชั้นเดียวที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการเสวยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารมีรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะตะวันตก ซึ่งสามารถสังเกตได้จากรูปแบบอาคารที่มีความสมดุล การจัดองค์ประกอบที่เรียบง่าย และการเน้นรูปทรงที่เป็นระเบียบแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก

บริเวณมุขด้านหน้าประดิษฐาน พระบรมรูปสมเด็จพระปิยมหาราช เป็นจุดสำคัญของอาคาร แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างแนวคิดศิลปะตะวันตกกับสถาปัตยกรรมไทยในสมัยรัชกาลที่ 5

สิ่งที่น่าสนใจ

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามมีจุดเด่นสำคัญหลายประการ เช่น พระอุโบสถ พระระเบียงคด และศาลาร้อยปีปิยมหาราชอนุสรณ์ ซึ่งสะท้อนความงดงามของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของวัดได้อย่างชัดเจน วัดแห่งนี้ยังเป็นตัวอย่างของการ ผสมผสานศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการใช้หินอ่อนจากต่างประเทศในการก่อสร้าง จึงทำให้วัดได้รับฉายาว่า “วัดหินอ่อน (The Marble Temple)” นอกจากนี้ วัดเบญจมบพิตรยังเป็น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาชื่นชมความงดงามของสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของวัดแห่งนี้

จุดถ่ายรูปห้ามพลาด

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามมีจุดถ่ายรูปที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์หลายจุด โดยจุดที่ห้ามพลาดคือบริเวณ หน้าพระอุโบสถหินอ่อน ซึ่งเป็นจุดเด่นของวัดและสามารถมองเห็นความงดงามของอาคารหินอ่อนทั้งหลังได้อย่างชัดเจน อีกจุดหนึ่งคือ พระระเบียงคด ที่มีพระพุทธรูปโบราณเรียงรายตลอดทางเดิน ทำให้ภาพถ่ายดูมีมิติและสวยงาม นอกจากนี้ยังมีบริเวณ ศาลาร้อยปีปิยมหาราชอนุสรณ์ ที่สามารถถ่ายภาพคู่กับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 ได้ ซึ่งเป็นจุดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นมุมถ่ายภาพที่นักท่องเที่ยวนิยมเมื่อมาเยือนวัดแห่งนี้

วิธีเดินทาง:

สามารถขึ้น MRT สถานีใกล้ที่สุดคือ สามยอด แต่ค่อนข้างห่างจากสถานที่

รถเมล์ประจำทาง: แนะนำเป็นสาย 72, 503, 157, 510

รถยนต์ส่วนตัว: สามารถจอดที่ลานจอดรถด้านข้างวัดได้

เครดิตข้อมูล : วัดบวรนิเวศวิหาร https://www.facebook.com/share/1Aeb21LuWT/ , https://thaimna.wordpress.com/2019/05/31

: วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม https://readthecloud.co/wat-rajabopit-sathitmahasimaram/, https://thai.tourismthailand.org/Attraction/วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

: วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม https://www.am2026thailand.go.th/th/explore-bangkok/wat-benchamabophit , https://watben5.com

เครดิตภาพ : วัดบวรนิเวศวิหาร https://www.paiduaykan.com/เที่ยวใกล้วัดบวร/

: วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม https://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watratbhopit.php , https://th.wikipedia.org/wiki/ไฟล์:พระอุโบสถ_วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร.jpg

: วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม https://www.flickr.com/photos/145310341@N07/32588520010 , http://164.115.40.67/place_page/42549

3/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหากใครที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมวัดและสนใจเรื่องราวทางศิลปะ นอกจากจะได้สัมผัสถึงความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยแบบดั้งเดิมแล้ว การเดินทางไปยังวัดที่ผสมผสานศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกันนั้นยังเปิดมุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมากๆด้วย อย่างวัดบวรนิเวศวิหารที่มีผลงานจิตรกรรมเล่าเรื่องเปรียบพระพุทธเจ้ากับธรรมชาติถึง 9 รูปแบบ ให้เราได้ใช้เวลาชื่นชมความละเอียดอ่อนทางศิลปะและความหมายเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นการเรียนรู้แนวคิดทางพุทธศาสนาในเชิงลึกผ่านภาพวาดที่ประณีต นอกจากนั้นโซนที่แนะนำสำหรับถ่ายภาพคือบริเวณพระเจดีย์สีทอง เจดีย์ทรงกลมที่โดดเด่นสะดุดตา พร้อมพื้นที่รอบ ๆ ที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับการเดินเล่นถ่ายภาพเชิงสถาปัตยกรรม ส่วนที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามจะโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมที่นำศิลปะตะวันตกโดยเฉพาะสไตล์โกธิคมาผสมกับศิลปะไทยอย่างลงตัว เมื่อก้าวเข้าไปในพระอุโบสถจะรู้สึกถึงบรรยากาศเหมือนอยู่ในโบสถ์คริสต์ยุโรป พร้อมด้วยงานแกะสลักและงานประดับมุกอย่างวิจิตร บานประตูและหน้าต่างที่เป็นเอกลักษณ์คืออีกจุดที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะประตูบานแกะสลักรูปทหารแต่งกายแบบตะวันตกที่เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว สำหรับวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หรือที่เรียกกันว่า "วัดหินอ่อน" นั้นไม่ควรพลาดให้ได้สัมผัสความงดงามของพระอุโบสถที่สร้างจากหินอ่อนทั้งหลัง ประสานกับหลังคาซ้อนหลายชั้นและลวดลายไทยอย่างลงตัว แม้แต่พระระเบียงคดยังใช้วัสดุหินอ่อนและประดับด้วยพระพุทธรูปโบราณ 52 องค์ เรียงรายอย่างสวยงาม สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ วัดนี้ก็มีจุดเด่นอย่างหน้าพระอุโบสถหินอ่อนและศาลาร้อยปีปิยมหาราชอนุสรณ์ซึ่งเป็นมุมดีๆ สำหรับการบันทึกภาพไว้เป็นความทรงจำ นอกจากความสวยงามแล้ว การเดินทางมายังวัดทั้ง 3 แห่งยังสะดวกทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารและบางวัดยังสามารถเดินทางด้วยเรือด่วนเจ้าพระยา รวมถึง MRT บางสถานีที่อยู่ไม่ไกล ช่วยให้การท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ช่วงยุครัตนโกสินทร์นี้เต็มไปด้วยความประทับใจ สำหรับผู้ที่มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ วัดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลของศิลปะตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยอย่างสวยงามและกลมกลืน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งครับ/ค่ะ

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ Lemon8Family 🍋
Lemon8Family 🍋

โพสต์ปังมากค่า!🎉 อย่าลืมตอบคอมเมนต์พูดคุยกับเพื่อนๆ และกดติดตามเราไว้ เพื่อดูอัปเดตใหม่ๆ และฮาวทูทำคอนเทนต์ปังๆ!😎 มาโพสต์ใน Lemon8🍋 กันเยอะๆ นะค้า~~✨💕