ทักษะที่สำคัญของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ part 2
🚢✈️ อนาคตของ Freight Forwarder ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
จาก “คนกลาง” → กำลังกลายเป็น ที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์ครบวงจร 🌍
คุณรู้หรือยังว่า…
Maersk ใช้ Blockchain ยืนยัน B/L แบบ Real-time 📑
Red Sea Crisis ทำให้ Forwarder ต้องคิด Air-Sea & Sea-Rail Solution 🌪️
ส่งออกสินค้าบางอย่างไปเวียดนาม ภาษีนำเข้าลดเหลือ 0% เพราะ FTA ✅
Nike และ IKEA เลือกสายเรือที่ใช้ Biofuel เพื่อลด CO2 🌱
นี่แค่ “น้ำจิ้ม” จาก 6 ทักษะใหม่ที่ Freight Forwarder ต้องมีในอนาคต 🚀
👉 อยากรู้ว่ามีอะไรอีก? ห้ามพลาดในคลิปนี้!
#LogisticsMan #FreightForwarder #FutureSkill #ไวรัลความรู้ #DigitalLogistics
ถ้าพูดถึง “โลจิสติกส์” หรือ “ธุรกิจโลจิสติกส์” ในวันนี้ ภาพของงานขนส่งอย่างเดียวอาจไม่พอแล้วค่ะ/ครับ จากที่เคยทำหน้าที่จองเรือ/จองเครื่อง ออกเอกสาร และตามของ ตอนนี้ Freight Forwarder ต้องยกระดับเป็นที่ปรึกษาแบบครบวงจร เพราะลูกค้าเจอความผันผวนทั้งต้นทุน ระยะเวลาขนส่ง และกฎระเบียบการค้า จากประสบการณ์ที่คุยกับลูกค้าหลายราย สิ่งที่ทำให้ปิดงานได้ไม่ใช่แค่ราคา แต่คือ “ความมั่นใจ” ว่าของจะถึงจริงและแก้ปัญหาให้ได้ทันเวลา ดังนั้น 6 ทักษะในพาร์ตนี้ (Digital Skill & Data Analytics, Communication & Negotiation 4.0, Problem-Solving & Risk Management, Trade & Regulation Knowledge, Sustainability & Green Logistics และ Soft Skills) สามารถเอามาใช้จริงได้แบบนี้ 1) Digital & Data Analytics: แนะนำให้เริ่มจากการเก็บข้อมูลพื้นฐานของงานตัวเอง เช่น lead time เฉลี่ยรายเส้นทาง, สาเหตุ delay ที่เจอบ่อย, ค่าใช้จ่ายแฝง (demurrage/detention) แล้วค่อยทำ dashboard ง่ายๆ ใน Excel/BI พอลูกค้าถาม “ทำไมรอบนี้ช้า” เราจะตอบด้วยข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก และช่วยเสนอทางเลือกได้เร็วขึ้น 2) Communication & Negotiation 4.0: ในงานโลจิสติกส์ การสื่อสารที่ดีคือสรุปให้ชัด “สถานะ-ผลกระทบ-ทางเลือก-คำแนะนำ” เช่น หากเกิดวิกฤตเส้นทาง (อย่างเคส Red Sea) ให้ส่งอัปเดตเป็นข้อๆ พร้อมตัวเลือก Air-Sea หรือ Sea-Rail และบอกความเสี่ยง/ต้นทุนเพิ่มลดแบบตรงไปตรงมา ลูกค้ามักตัดสินใจง่ายขึ้น 3) Problem-Solving & Risk Management: ลองทำ checklist ความเสี่ยงก่อนส่งทุกชิปเมนต์ เช่น เอกสารไม่ครบ, HS code/พิกัดผิด, สินค้าโดนสุ่มตรวจ, ตู้ไม่พอ, ช่วงเทศกาลเรือแน่น แล้วเตรียม plan B ไว้เสมอ สิ่งนี้ช่วยลดไฟลุกหน้างานได้มาก 4) ความรู้ Trade & Regulation และ FTA: สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ การเข้าใจ FTA ทำให้เรา “เพิ่มมูลค่า” ให้ลูกค้าได้จริง เช่น บางกรณีส่งออกไปเวียดนาม ภาษีนำเข้าลดเหลือ 0% หากใช้สิทธิให้ถูก ต้องรู้เรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า (rules of origin) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง พอเราชี้จุดนี้ ลูกค้าจะเห็นประโยชน์ชัดและกลับมาใช้บริการต่อ 5) Sustainability & Green Logistics: ลูกค้ารายใหญ่เริ่มถามถึงการลด CO2 มากขึ้น การเลือกสายเรือที่มีทางเลือกเชื้อเพลิงสะอาด/เส้นทางที่ลดการปล่อยคาร์บอน หรือการรวมโหลด (consolidation) ให้เต็มตู้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ forwarder เสนอได้เลย และยังช่วยคุมต้นทุนต่อหน่วยได้ด้วย 6) Soft Skills: ทักษะที่ช่วยให้ “อยู่รอด” คือความรับผิดชอบและการบริหารอารมณ์ เวลางานติดปัญหา อย่าหายเงียบ ให้รีบแจ้งข้อมูลเท่าที่มี พร้อมบอกว่าจะอัปเดตอีกครั้งเมื่อไร ความน่าเชื่อถือในธุรกิจโลจิสติกส์สร้างจากวินัยเล็กๆ แบบนี้ ถ้าอยากเริ่มพัฒนาจริง แนะนำเลือก 1 ทักษะที่เจ็บที่สุดในงานตอนนี้ก่อน (เช่น การสื่อสารกับลูกค้า หรือเรื่องเอกสาร/FTA) แล้วตั้งเป้าเล็กๆ ภายใน 30 วัน จะเห็นผลเร็วและต่อยอดไปทักษะอื่นได้ง่ายขึ้นค่ะ/ครับ

















