มาอ่านหนังสือกันเถอะ

หรือจริงๆ แล้ว... เราทุกคนต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ "สมาธิ" ของกันและกันสั้นลง?

ตอนนี้ผมอ่าน "Stolen Focus" มาได้ครึ่งเล่มแล้วครับ เนื้อหาช่วงนี้กำลังขยี้เรื่องโซเชียลมีเดีย การแจ้งเตือน และกลไกของแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งมันสะท้อนชีวิตพวกเราในยุคนี้ได้ชัดเจนมาก

หลายคนน่าจะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้... ตอนที่เรากำลังนั่งทำงานที่ต้องใช้ความคิดและสมาธิขั้นสุด จู่ๆ ก็มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา เราแค่กะจะกดเข้าไปดูแป๊บเดียว แต่รู้ตัวอีกทีคือโดนดูดเข้าไปครึ่งชั่วโมงแล้ว พอกลับมาที่หน้าจอทำงาน สมาธิที่เคยบิลด์ไว้ก็กระเจิงไปหมด ต้องมานั่งเริ่มต้นรวบรวมสมาธิกันใหม่อีกรอบ

ในหนังสือบอกว่า นี่ไม่ใช่ความบังเอิญครับ แต่มันคือ "กลยุทธ์การโน้มน้าวใจ" ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เขาออกแบบทุกอย่างมาเพื่อให้เราอยู่ในแพลตฟอร์มเขานานที่สุด เพราะยิ่งเราอยู่นาน รายได้จากค่าโฆษณาของเขาก็ยิ่งมหาศาล

ที่น่าสนใจคือ... เราเองก็เป็นกลไกหนึ่งของเรื่องนี้แบบไม่รู้ตัว

เวลาที่เราโพสต์อะไรลงไปสักอย่าง (รวมถึงตอนที่ผมกดโพสต์ข้อความนี้ด้วย) โทรศัพท์ของหลายคนก็จะเด้งแจ้งเตือนเพื่อดึงให้เข้ามาดู พอมีคนกดไลก์หรือคอมเมนต์ โทรศัพท์ของผมก็จะเด้งแจ้งเตือนเพื่อดึงผมกลับไปดูอีกรอบ เราต่างดึงความสนใจของกันและกันไปมาอยู่ตลอดเวลา

พออ่านถึงตรงนี้ ผมลองกลับมาทบทวนตัวเองดู... จริงๆ ผมปิดการแจ้งเตือนแอปต่างๆ ในโทรศัพท์มาได้ประมาณ 2-3 ปีแล้วนะครับ แต่เอาเข้าจริงกลับยังรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอที่จะทำให้สมาธิของเรากลับมาเต็มร้อย ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า หรือจริงๆ เรากำลังถูกระบบพวกนี้บงการอยู่ลึกกว่าที่คิด

หนังสือตั้งคำถามไว้ว่า... ลองจินตนาการดูสิ ถ้าแพลตฟอร์มพวกนี้รู้จักเราทุกอย่าง รู้ประวัติ รู้นิสัย รู้สิ่งที่เราชอบ ไปจนถึงข้อมูลทางชีววิทยา แล้วนำข้อมูลทั้งหมดนั้นมาประมวลผลเพื่อ "โน้มน้าว" และชักจูงให้เราหันเหความสนใจไปในทิศทางที่เขาต้องการได้ มันจะน่ากลัวขนาดไหน

แต่พอมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มันก็แทบจะเป็นแบบนั้นไปแล้วจริงๆ

อัลกอริทึมคอยป้อนสิ่งที่เราสนใจมาให้ตลอดเวลา ใครชอบดูดราม่า หน้าฟีดก็จะมีแต่ดราม่าเรียงคิวกันมาให้เสพ ใครชอบดูคลิปแมว ก็จะเห็นแต่แมวเต็มไปหมด

ถ้าอยากรู้ว่ามันจริงแค่ไหน... ลองหันไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเปิดหน้าฟีดเฟซบุ๊กเลื่อนดูพร้อมกันสิครับ

คุณจะเห็นเลยว่า โลกบนหน้าจอของเรากับของเพื่อน มันถูกสร้างมาให้แตกต่างกันเพื่อดึงดูดความสนใจของแต่ละคนโดยเฉพาะเลย

หนังสือ:Stolen Focus: โลกไร้สมาธิ

เพจ:มาอ่านหนังสือกันเถอะ

#StolenFocus #โลกไร้สมาธิ #รีวิวหนังสือ #ข้อคิดชีวิต #อัลกอริทึม

6/4 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเชื่อว่าปัญหาสมาธิสั้นในยุคนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเราเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบโซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาเพื่อ 'ดึงดูด' ให้เราใช้เวลากับหน้าจอนานที่สุดเหมือนที่หนังสือ "Stolen Focus" ได้กล่าวไว้จริงๆ ผมเคยพยายามลดการแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มสมาธิ แต่ก็พบว่ายังมีอิทธิพลจากพฤติกรรมออนไลน์ที่เราทำเอง รวมถึงการที่คนรอบข้างร่วมมีส่วนช่วยกระตุ้นความอยากรู้ อยากเช็คความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา จนบางทีอาจเพิ่มความยากในการโฟกัสกับงานหรือการอ่านหนังสืออย่างเต็มที่ นอกจากแจ้งเตือนแล้ว อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเองก็เป็นอีกปัจจัยที่กำหนด "สิ่งที่เราจะเห็น" ตามพฤติกรรมและข้อมูลส่วนตัวของเรา ซึ่งบางครั้งได้สร้างฟีดข่าวที่เข้ากับรสนิยมหรืออารมณ์ของเราอย่างหนักแน่น ทำให้แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะจมอยู่กับเนื้อหาเหล่านั้นอย่างไม่รู้ตัว ในฐานะผู้ใช้ ผมคิดว่าการรับรู้และตระหนักถึงกลไกเหล่านี้เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการฟื้นฟูสมาธิของตนเอง เช่น การกำหนดเวลาตัดขาดจากโซเชียล การสร้างช่วงเวลาว่างจากหน้าจอ หรือการตั้งเป้าหมายในกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างจริงจัง สิ่งที่หนังสือ "Stolen Focus" เตือนใจเราคือ โลกยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลและการแจ้งเตือน อาจเป็นศัตรูที่น่ากลัวของสมาธิ แต่ถ้าเรามีสติและจัดการกับเทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างรอบคอบ ก็จะช่วยให้เราควบคุมสมาธิและชีวิตดิจิทัลได้ดีขึ้น ช่วยให้การอ่านหนังสือและการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย