นิทานเรื่องเลี้ยงเด็ก

นิทานเรื่องเลี้ยงเด็ก

“นิทานคือสื่อแห่งการเรียนรู้ที่ดีที่สุด”

คำนำ

“ความงดงามเริ่มจากภายใน”

นิทานเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนความจริงของโลกในรูปแบบที่นุ่มนวลที่สุด สำหรับเด็ก มันคือบทเรียนแรกเริ่มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด แต่สำหรับผู้ใหญ่ มันคือเครื่องเตือนใจให้กลับมาทบทวนรากฐานของชีวิตที่บางครั้งเราอาจเผลอลืมไปท่ามกลางความวุ่นวาย ชีวิตที่ดีที่สุดไม่ใช่ชีวิตที่สวยงามที่สุดในสายตาคนอื่น แต่คือชีวิตที่มีรากฐานมั่นคงพอที่จะไม่ล้มลงยามพายุพัดผ่าน และมีพื้นที่ว่างพอที่จะแบ่งปันน้ำใจให้แก่เพื่อนมนุษย์

นิทาน

“เจ้าจงดูไปเถิด

ความงดงามที่ตาเห็นกับคุณค่าที่แท้จริง

มักจะเผยตัวออกมาในยามที่พายุพัดผ่าน”

เนื้อหาจากพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นั้นเปรียบเสมือนอัญมณีทางปัญญาที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน พระองค์ท่านทรงมีชั้นเชิงในการร้อยเรียงถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่ ‘คมคาย’ และเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการอบรมบ่มเพาะจิตใจ จึ่งขอเรียนกราบอนุญาตคัดลอกนิทานเรื่องนี้บางส่วนเพื่อให้ผู้อ่านได้พิเคราะห์ถึงแก่นแท้ของนิทานเรื่องนี้

คำกล่าวของนายพราน

“นายพรานจึงตอบว่า ที่ฉันว่านี้ ยายยังไม่เข้าใจ เพราะยายยังไม่รู้ว่าธรรมดาของชีวิตเรานี้เปนอย่างไร ฉันเคยได้ฟังเขาชี้แจงมา ธรรมดาชีวิตของเราท่านทั้งปวงนี้ อาศรัยเปนอันเดียวกับร่างกาย เหมือนหนึ่งเข้าหุ้นกันทำการบริษัท ถ้าร่างกายเปนอันตรายเช่นคนถูกเขาตัดหัวให้ขาดออกไปจากตัวชีวิตก็ดับไปด้วย ถ้าชีวิตดับไปก่อนเช่นคนเปนไข้เจ็บอันใดตาย ร่างกายก็เปื่อยเน่าทำลายตามไป เพราะฉนั้นนี่เปนธรรมดาอันหนึ่ง พึงต้องเข้าใจไว้ว่า จะรักษาชีวิตต้องรักษาร่างกายด้วย ก็แต่ร่างกายนั้นธรรมดาของ มันแบ่งเปน ๒ คราว คีอตั้งแต่เกิดมาเปนทารกมีธรรมดาที่จะเติบโตและเจริญกำลังวังชาขึ้นทุกทีๆ โดยลำดับจนถึงกึ่งกลางอายุ แล้วก็หยุดความเจริญอยู่เพียงนั้นนี่เปนคราว ๑ แต่นี้แก่ตัวลงธรรมดาร่างกายก็เหี่ยวแห้งถอยกำลังวังชาลงทุกที ๆ จนสิ้นกำลังสังขาร เหมือนตะเกียงหมดใส้ก็ถึงแก่ความตายเปนที่สุด ว่าโดยกำหนดราว ๗๐ ปี ตั้งแต่เกิดมาที่นับว่าเปนปรกตินิยมของชีวิตมนุษย์ คือเราท่านควรจะต้องมุ่งหมายแลอยู่ไปได้ถึงอายุเท่านั้น แต่คนทั้งหลายที่เกิดมามาสิ้นชีวิตเสียแต่ยังเด็กบ้าง ยังหนุ่มบ้าง ยังพอกลางคนบ้างนี้เปนอันมาก ต่อบางคนจึงจะอยู่ไปได้เต็มกำลังสังขารเพราะเหตุใด”

“ยายฟังฉันว่าให้มันสิ้นข้อสิ้นความเสียก่อนซิ ถ้ามัวเถียงกันคนละคำสองคำเช่นนี้เมื่อไรมัน จะจบ ยายว่าของยายก็ถูกดอก แต่มันยังไม่ตรงแท้ ที่คนเราตายเสียแต่ยังไม่สิ้นกำลังสังขารนั้น เพราะเหตุ ๒ อย่าง คือ เพราะอันตรายที่เหลือห้าม เช่นเปนลมตาย หรือเปนอหิวาตกะโรคตายเปนต้นอย่าง ๑ แต่จริงอันตรายเหล่านี้ จะว่าเหลือห้ามทีเดียวก็ว่าไม่ได้ เพราะย้ายไปอยู่ในที่พ้นโรคอหิวาตกะนั้นก็พ้นได้ แลเปนลมนั้น ถ้าร่างกายสมบูรณ์อยู่ก็ไม่ใคร่เปน แต่เอาเถิดยอมว่าเปนอันตรายที่เหลือห้าม ด้วยเรายังไม่ใคร่รู้ทางที่จะป้องกัน นับอันตรายเหล่านี้ว่าเปนกรรมแก้ไขไม่ได้ ถึงใครเข้าจะเอาตายก็ต้องตาย แต่เหตุความตายของคนทั้งหลายอิกอย่าง ๑ นั้นเปนโรคภัยอันตรายต่าง ๆ ซึ่งพอจะป้องกันได้ แต่เพราะไม่ระวังป้องกัน คนทั้งหลายจึงพากันตายไปเสียด้วยความประมาทมีอยู่เปนกันมาก จะชี้แต่พอเปนตัวอย่างเหมือนกับโรคที่เรียกว่าโรคกระษัยนี้ ตามบ้านนอกแลป่าดงทำไมจึงไม่ใคร่มีใครเปน ไปเปนชุมอยู่แต่ในบ้านเมือง แท้จริงโรคชนิดนี้เปนด้วยประพฤติอิริยาบถไม่เสมอคือนอนมากไป หรือนั่งมากไป หรือยืนเดิรมากไปเปนต้น ชาวป่าดงเหมือนอย่างตัวฉัน ตื่นแต่เช้าหุงเข้ากินแล้วก็เที่ยวยิงเนื้อถึก เดิรเหนื่อยก็นั่ง นั่งเมื่อยก็ยืน ค่ำลงก็นอน เช้ามืดก็ตื่น เสมอทุกวี่ทุกวันไปอย่างนี้ มันก็ไม่เปนโรคกระษัย แต่ชาวเมืองซึ่งมีธุระการงารทำอยู่กับที่ต้องจำนั่ง เขียนหนังสือจ้ำอยู่กับโต๊ะบ้าง ต้องหมอบคลานคอยรับใช้สรอยบ้าง คนพวกนั้นต้องหันอิริยาบถไปตามธุระแลบันดาศักดิของตน จึงเปนโรคกระษัย นี่เปนตัวอย่าง ๆ ต่ำ ๆ ที่เห็นได้ว่าประมาทไม่รักษาชีวิตของตนตามควร ถ้าโรคกระษัยมันกลายเปนฝีในท้องเมื่อใดจะไปโทษใคร ฉันจึงว่าชีวิตนี้ต้องเข้าใจรักษา”

คำกล่าวของสมภาร

“อันการฝึกสอนสติปัญญาความคิดนั้นว่าอย่างง่าย ๆ ก็คือให้รู้นั้นเองแหละตา แต่การที่ควรจะรู้มันมีมาก รู้ได้ง่ายบ้างรู้ได้ยากบ้าง จะต้องฝึกสอนผ่อนผันแต่ชั้นง่าย แลชั้นควรจะรู้ก่อนขึ้นไปเปนลำดับ เปนต้นว่าอย่างต่ำ ๆ ว่าด้วยอาหารที่เรากินนี้เอง ก็เปนความที่จะต้องเรียนเปนอเนกปริยาย ธรรมดาคนแรกเกิดมามีความรู้ติดตัวมาก็แต่ว่าหิว แล้วก็จะต้องกินอะไร ๆ จึงจะอิ่ม จะต้องมาเรียนให้รู้ว่าสิ่งนั้นเปนอาหารควรกิน แลสิ่งนั้นใช่อาหารควรกิน จะต้องเรียนจึงจะรู้ว่าอาหารสิ่งนั้นต้องหุงต้มก่อนจึงกินได้ และอาหารสิ่งนั้นไม่ต้องหุงต้มก่อนก็กินได้ จะต้องเรียนจึงจะรู้ว่าอาหารสิ่งนั้นจะต้องเพาะปลูกจึงจะมีขึ้น และอาหารอย่างนั้นจะต้องเที่ยวหาแลจับมาจึงจะได้บริโภค จะต้องเรียนจึงจะรู้ว่าอาหารอย่างนั้น ๆ ต้องเพาะปลูกอย่างนั้น ๆ จึงจะมีผล และอาหารอย่างนั้น ๆ จะต้องจับด้วยเครื่องมือแลอุปเท่ห์อย่างนั้น ๆ จะต้องเรียนจึงจะรู้ว่าอาหารอย่างใดถึงมีแต่อย่างเดียว ถ้ามากเกินต้องการก็อาจจะเอาไปแลกหาอาหารอย่างอื่นมาแต่คนอื่นได้ ว่าแต่ด้วยอาหารอย่างย่อ ๆ อย่างเดียวจนยืดยาวถึงเพียงนี้ก็ยังไม่เปนที่สุด พอเห็นได้ว่าความจริงในโลกที่คนเราจะต้องรู้นี้มีมากมายนัก ความรู้ เหล่านี้จำต้องเล่าเรียนด้วยสติปัญญาทุกอย่าง ว่าโดยย่อเกิดมาเปนคนก็จะต้องเล่าเรียนให้พอสามารถจะเลี้ยงชีวิตตนด้วยกำลังแลสติปัญญาที่มีมากับร่างกายให้จงได้เปนธรรมดาด้วยกันทุกคน ก็แลการฝึกสอนข้อที่ ๓ กล่าวคือสอนใจให้รู้จักผิดแลชอบนั้น ว่าโดยทางโลก ก็ให้รู้จักความจริงว่าเพื่อนมนุษย์เกิดมาในโลกควรจะประพฤติต่อกันอย่างนั้น ๆ จึงจะเปนความสุขสำราญด้วยกันทั้งโลก กล่าวคือที่ไม่กดขี่ข่มเหงเบียดเบียนให้เปนภัยอันตรายต่อกันในข้อนี้ว่าโดยย่อ ก็คือฝึกหัดสั่งสอนเด็กด้วยชี้แจงคุณแลโทษ ให้แลเห็นเชื่อลงเปนหลักแก่ใจว่า อกเราก็เหมือนกับอกเขาเท่านี้เปนที่สุด”

พินิจพิเคราะห์จากคำกล่าว

พระนิพนธ์เรื่อง ‘นิทานเรื่องเลี้ยงเด็ก’ ในส่วนนี้ มิได้เป็นเพียงบทสนทนาระหว่างนายพรานกับหญิงชราเท่านั้น แต่คือ ‘มหากาพย์แห่งความจริง’ ที่กะเทาะเปลือกของความโง่เขลา เพื่อเผยให้เห็นแก่นแท้ของการบริหารจัดการชีวิต โดยใช้หลักการที่ร่วมสมัยอย่างน่าอัศจรรย์

๑. พันธะแห่งชีวิต : กายและจิต

นายพรานเริ่มต้นด้วยการวางรากฐานทางความคิดที่สำคัญที่สุด คือการมองว่า ‘กายและชีวิตเป็นอันเดียวกับจิตใจ เหมือนหนึ่งเข้าหุ้นกันทำการบริษัท’ หาก ‘จิต’ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับกายที่พังทลาย ‘ชีวิต’ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนฝ่ายนามธรรมก็ต้องล้มละลายตามไป การรักและศรัทธาในตัวเองต้องเริ่มจากการ ‘รักษาจิต’ เพราะจิตคือวิหารเดียวที่ชีวิตจะพำนักอยู่ได้ การปล่อยปละละเลยจิตจึงเท่ากับการทรยศต่อหุ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของตนเอง

๒. กฎของเวลาและพลังสังขาร

นายพรานแบ่งคราวของชีวิตออกเป็นสองช่วง คือ ‘ช่วงเจริญ’ และ ‘ช่วงถดถอย’ โดยมีเส้นชัยตามธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ ๗๐ ปี พระองค์ทรงสอนให้มนุษย์ยอมรับ ‘อนิจจัง’ หรือความไม่เที่ยง ช่วงแรกคือการสะสมต้นทุน และช่วงหลังคือการประคับประคอง เมื่อรู้ว่าชีวิตมี ‘วันหมดอายุ’ ตามธรรมชาติ (เหมือนตะเกียงหมดไส้) มนุษย์ย่อมต้องเลิก ‘หลงเปลือก’ แห่งความหนุ่มสาวหรืออำนาจวาสนา แล้วหันมาใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดสร้างแก่นสารให้คุ้มค่าที่สุด

๓. เหตุแห่งมรณะ: กรรมที่แก้ไม่ได้ กับ ความประมาทที่ป้องกันได้

นี่คือส่วนที่แหลมคมที่สุดของบทสนทนา นายพรานจำแนกสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรออกเป็น ๒ ประการ

๓.๑. อันตรายที่เหลือห้าม (กรรม)

เช่น โรคระบาดหรือเหตุสุดวิสัยที่ปัญญาในขณะนั้นยังเอื้อมไม่ถึง ท่านจัดให้เป็นเรื่องของกรรมที่ต้องยอมรับ

๓.๒. ความประมาท (วิริยะ)

นี่คือจุดที่นิทานต้องการ ‘เตือนผู้ใหญ่’ มากที่สุด คือ การตายเพราะไม่ระวังป้องกัน หรือการใช้ชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ

๔. โรคกระษัยกับวิถีชีวิต: ความสมดุล

การยกตัวอย่าง ‘โรคกระษัย’ ซึ่งในบริบทนี้อาจหมายถึงโรคที่เกิดจากความเสื่อม เปรียบเทียบระหว่าง ‘ชาวป่า’ กับ ‘ชาวเมือง’ เป็นการเสียดสีที่ชาญฉลาด

๔.๑. ชาวป่า อยู่กับธรรมชาติ เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ (ยืน เดิน นั่ง นอน อย่างสมดุล) จึงไร้โรค

๔.๒. ชาวเมือง ติดอยู่ใน ‘เปลือก’ ของยศถาบรรดาศักดิ์และหน้าที่การงาน จนร่างกายเสียสมดุล และมีโรค

นายพรานกำลังบอกว่า ‘หัวโขน’ หรือตำแหน่งหน้าที่ (เปลือกนอก) คือตัวการที่ทำให้คนเราลืมดูแลแก่นแท้ (ร่างกายและชีวิต) จนสุดท้าย ‘ฝีในท้อง’ (โรคร้าย) ก็มาพรากทุกอย่างไป

บทสรุปจากนิทาน

ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของบ้านสวน คุณตาและคุณยายกำลังนั่งล้อมวงสนทนากันด้วยความกังวลระคนเอ็นดู ถึงเรื่องการฟูมฟักสั่งสอนหลานตัวน้อยให้เติบโตขึ้นเป็นฝั่งเป็นฝา

ในระหว่างนั้นเอง นายพราน ผู้ซึ่งเพิ่งให้หลานตัวน้อยขี่คอเล่นอย่างสนุกสนานได้เดินเข้ามาสมทบ พร้อมกับร่วมแบ่งปันแง่คิดในการบ่มเพาะต้นกล้าต้นนี้ นายพรานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“การจะให้เด็กเติบโตมาเป็นคนดีนั้น ‘ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน’ ผู้ใหญ่ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่าง พร้อมทั้งคอยหมั่นชี้แนะ ตักเตือนให้หลานตระหนักรู้ถึงผิดชอบชั่วดี สิ่งใดควรประกอบกิจ และสิ่งใดควรหลีกหนีให้ไกลห่าง”

การแสวงหาปัญญาจากท่านสมภาร

เมื่อได้รับฟังแง่คิดจากนายพราน ทั้งคุณตาและคุณยายต่างก็เกิดความเลื่อมใส แต่ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาจะได้รับคำชี้แนะที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คุณตาจึงเดินทางไปยังวัดท้ายหมู่บ้านเพื่อเข้าพบท่านสมภาร ผู้เป็นที่พึ่งทางจิตใจ

ท่านสมภารได้เมตตาไขข้อข้องใจถึงหลักการอบรมบุตรหลานที่สมบูรณ์ โดยสรุปใจความสำคัญได้เป็นสองส่วนหลัก ดังนี้

๑. ความรู้คืออาวุธ (วิชาการ)

การอบรมให้หลานอ่านออกเขียนได้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุด เพราะเป็นความรู้ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต เป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ในภายภาคหน้า

๒. จริยธรรมคือเข็มทิศ (คุณธรรม)

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความรู้คือการอบรมให้เป็น ‘คนดี’ ท่านสมภารได้ให้แง่คิดอันคมคายว่า

• หากคนดีมีวิชา ความรู้นั้นจะถูกนำไปใช้สร้างคุณประโยชน์แก่โลก แต่หากคนชั่วมีวิชา ความรู้นั้นกลับจะกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างที่ก่อโทษมหันต์ยิ่งกว่าคนไร้ความรู้เสียอีก"

บทสนทนาในวันนั้นทำให้คุณตาและคุณยายเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ‘การสร้างคนหนึ่งคนให้สมบูรณ์พร้อม’ มิใช่เพียงการยัดเยียดความรู้ใส่สมอง แต่คือการปลูกฝังคุณธรรมลงในหัวใจ เพื่อให้ความรู้นั้นถูกใช้ไปในทางที่ถูกที่ควร

“เอะเวลาแต่งมาเหมือนสักครู่

พินิจดูหน้ากระดาษเกินคาดหมาย

ตัวก็เมื่อยมือก็ล้าตาก็พราย

จบนิยายเสียสักทีเพียงนี้เอยฯ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้เราตระหนักว่า ‘ชีวิตคือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ’ มิใช่โชคชะตาที่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเพียงอย่างเดียว การที่เราจะอยู่ได้จน ‘เต็มกำลังสังขาร’ นั้นมิได้อาศัยเพียงแค่เครื่องรางหรือคำอธิษฐาน แต่อาศัย ‘สติ’ ในการสังเกตความพยาบาทของร่างกาย

การหมั่นตรวจสอบความผิดพลาดของตนเองในที่นี้ มิได้หมายถึงเพียงความผิดทางศีลธรรม แต่หมายถึง ความผิดพลาดในการใช้ชีวิต เช่น การโหมงานหนักเพื่อสร้าง ‘เปลือก’ ให้ดูดีในสายตาชาวเมือง จนลืมไปว่าร่างกายกำลังประท้วงด้วยความเจ็บป่วย

‘การกระเทาะเปลือกนอก’ ตามนัยยะของนายพราน คือการกล้าที่จะลดละพฤติกรรมที่ฝืนธรรมชาติเพื่อรักษาแก่นแท้คือ ‘จิตใจ’ เมื่อเรามีความเคารพและศรัทธาในชีวิตตนเอง เราจะไม่ยอมให้หน้าที่การงานหรือหัวโขนใดๆ มาทำลายหุ้นส่วนชีวิตของเราจนล้มละลายไปก่อนเวลาอันควร

https://vajirayana.org/นิทานเรื่องเลี้ยงเด็ก

(ค่อยๆอ่านๆค่อยๆนึกตามกันไป)

บทส่งท้าย

“การรู้คุณค่าของตัวเองนั้นสำคัญที่สุด”

การดำเนินชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่ไม่มีแผนที่ตายตัว นิทานเรื่องนี้ที่เราได้พินิจร่วมกันนั้น มิได้เป็นเพียงเรื่องเล่าเพื่อความเพลิดเพลิน แต่เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่คอยเคาะเรียกสติให้เรากลับมาสำรวจถิ่นที่อยู่ภายในใจตนเอง เพื่อให้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ โดยพิจารณาผ่านกระบวนการถักทอจิตวิญญาณ ๓ ประการ ได้แก่

๑. การหมั่นตรวจสอบความผิดพลาด

ดั่งที่นายพรานได้กล่าวถึง ‘หุ้นส่วนของชีวิต’ คือกายและใจ การตรวจสอบตนเองคือการตรวจเช็กสภาพหุ้นส่วนนี้อยู่เสมอ มิใช่เพื่อตอกย้ำซ้ำเติมความล้มเหลว แต่เพื่อพิจารณาดูว่า ‘ตะเกียงแห่งชีวิต’ ของเรานั้นมัวหมองด้วยเขม่าแห่งความประมาทหรือไม่ การยอมรับความผิดพลาดคือจุดเริ่มต้นของปัญญา เพราะผู้ที่กล้ายอมรับว่า ‘ตนเดินผิดทาง’ คือผู้ที่มีโอกาสกลับตัวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้รวดเร็วที่สุด

๒. การกระเทาะเปลือกนอกสู่แก่นแท้

ในโลกที่บีบคั้นให้เราต้องสร้าง ‘แจกันที่วิจิตร’ เพื่ออวดอ้างสายตาผู้อื่น เรามักหลงลืม ‘โอ่งดิน’ ที่เป็นฐานราก การกระเทาะเปลือกนอกคือการค่อยๆ ลอกเอาหัวโขน ตำแหน่ง และคำสรรเสริญที่ฉาบทาไว้ออกไป เพื่อให้พบกับ ‘แก่นแท้’ ที่สงบนิ่งอยู่ภายใน เปลือกนั้นอาจให้ความสวยงามชั่วคราว แต่แก่นแท้คือสิ่งที่ประคับประคองเราในวันที่พายุชีวิตพัดกระหน่ำ เมื่อเราวางเปลือกที่หนักอึ้งลงได้ เราจะพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเรียบง่ายและเบาสบายเหลือเกิน

๓. การรัก เคารพ และศรัทธาในตนเอง

เมื่อเราเข้าถึงแก่นแท้ เราจะพบกับขุมพลังที่เรียกว่า ‘ศรัทธา’ การรักตนเองมิใช่การเห็นแก่ตัว แต่คือการเคารพในธรรมชาติของชีวิตที่มียามรุ่งโรจน์และยามถดถอยตามกาลเวลา

๓.๑. การรักตนเอง คือ การดูแล ‘ร่างกายและจิตใจ’ ให้สมดุล

๓.๒. การเคารพตนเอง คือ การซื่อสัตย์ต่อความดีงามในใจ ไม่ยอมให้เปลือกนอกมาบิดเบือนตัวตน

๓.๓. การศรัทธาในตนเอง คือ ความเชื่อมั่นว่า ‘แม้ในวันที่ไส้ตะเกียงสั้นลง’ หรือในวันที่ร่างกายเหี่ยวแห้งไปตามวัย คุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ได้สร้างประโยชน์ไว้นั้นจะยังคงเปล่งประกายอยู่เสมอ

ชีวิตที่งดงามที่สุด มิใช่ชีวิตที่ไร้รอยตำหนิ แต่คือชีวิตที่รู้จัก ‘สลัดส่วนเกิน’ ออกไปจนเหลือเพียงเนื้อแท้ การหมั่นตรวจสอบตนเองอยู่เสมอจะทำให้เราเป็นผู้ที่ ‘ตื่นรู้’ ไม่หลงไปกับภาพลวงตาที่โลกหยิบยื่นให้ และเมื่อนั้น เราจะเป็นดั่งโอ่งดินที่มั่นคง พร้อมรับน้ำใจและแบ่งปันความเย็นฉ่ำให้แก่ผู้คนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน

“อันเปลือกนอกหลอกตาพารุ่มร่าม

ปรุงแต่งตามกิเลสวาดปรารถนา

สร้างหน้ากากฉาบยศลดคุณค่า

หวังให้โลกศรัทธายามมามองเอย”

LOOK A BREATHE

#lookabreathe

#นิทาน

#อ่านฟรี

#หนังสือ

#รีวิวนิทาน

8/5 แก้ไขเป็น

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ภาพปกแสดงเด็กหญิงสองคนกำลังแบ่งปันตุ๊กตาหมีในสวนสาธารณะอย่างมีความสุข พร้อมชื่อเรื่องว่า "เด็กน้อยผู้แบ่งปัน"
เด็กหญิงน้ำตาลนั่งเล่นของเล่นมากมาย เช่น ตุ๊กตาหมีและลูกบอล โดยมีข้อความเล่าว่าเธอมีของเล่นเยอะแต่ไม่เคยแบ่งปันกับเพื่อนๆ
เด็กหญิงฟ้าใสร้องไห้อยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ ส่วนเด็กหญิงน้ำตาลยืนมองด้วยความรู้สึกกังวลใจ พร้อมข้อความที่น้ำตาลนึกถึงคำสอนแม่
นิทานเรื่อง 💕เด็กน้อยผู้แบ่งปัน💕
ในหมู่บ้านเล็กๆ มีเด็กน้อยชื่อว่า "น้ำตาล" น้ำตาลมีของเล่นมากมาย แต่เธอไม่เคยแบ่งปันกับเพื่อนๆ วันหนึ่ง น้ำตาลเห็นเด็กน้อยอีกคนชื่อว่า "ฟ้าใส" กำลังร้องไห้เพราะไม่มีของเล่น น้ำตาลจำได้ว่าครั้งหนึ่งแม่ของเธอเคยบอกว่า "การแบ่งปันทำให้เรารู้สึกดีใจ" น้ำตาลจึงตัดสินใจแบ่ง
Aofsie

Aofsie

ถูกใจ 12 ครั้ง

9นิทาน 📚 ที่ลูกชอบ&ดีต่อพัฒนาการ 🐛
9 นิทานที่คุณแม่คัดมาแล้วว่าลูกชอบจริง อ่านซ้ำสิบล้านรอบวนไป และดีต่อพัฒนาการจริงๆค่ะ (ซื้อเองทุกเล่ม no spon) แม่โรสพิมพ์ชื่อเรื่องพร้อมเรื่องย่อเรียนตามภาพให้ค่ะ 👇🏻 1️⃣ The Very Hungry Caterpillar - หนอนน้อยจอมหิวเดินหาอาหาร ดูรีวิวเล่มนี้แบบละเอียด กดอ่านต่อตรงนี้ได้เลยค่ะ 🐛 2️⃣ Brown
แม่โรส พ่อแม่ลูกและแมว

แม่โรส พ่อแม่ลูกและแมว

ถูกใจ 55 ครั้ง

นิทานปราบเด็กใจร้อน รอคอยไม่เป็น ต้องเล่มนี้เลย
🐻🐭รอเสมอนะหมีน้อย เป็นเรื่องราวของมิตรภาพดีๆ ระหว่าง 2 เพื่อนรัก เจ้าหนูและเจ้าหมี ส่งเสริมพัฒนาการ อารมณ์ และพฤติกรรมเชิงบวก ให้ลูกรู้จักรอคอย และเรียนรู้เรื่องดีๆ จากการรอ #นิทานสำหรับเด็ก #นิทานเสริมพัฒนาการเด็ก #นิทานเด็กเล็ก #เลี้ยงลูกด้วยนิทาน #ninewstoryyy
ninewstoryyy

ninewstoryyy

ถูกใจ 0 ครั้ง

6 หนังสือนิทาน 2 ภาษา เลี้ยงลูกแนว Montessori (น้องเฟรดดี้คอนเฟิร์ม!)
รู้หรือไม่? การอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ในท้อง ช่วยปูพื้นฐานพัฒนาการที่ดีและสร้างความผูกพันได้ดีมาก ๆ เลยนะคะ วันนี้แด๊ดดี้กับหม่ามี้มาเปิดโผ 6 นิทานเล่มโปรด (Thai-Eng) ฉบับ Montessori ที่ภาพสมจริง สอนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน และมีลูกเล่นเปิด-ปิดสนุก ๆ ที่ช่วยให้ลูกมีส่วนร่วมกับการอ่าน เล่มเด
Otter&CoBaby

Otter&CoBaby

ถูกใจ 23 ครั้ง

ภาพการ์ตูนสุนัขสีขาวน่ารักยิ้มแย้ม มีกระเป๋าเป้สะพายหลัง กำลังโผล่หน้าขึ้นมาจากรั้วไม้สีน้ำตาล มีข้อความว่า "หมาน้อยแสนดี" อยู่ด้านบน
ภาพการ์ตูนสุนัขสีขาวน่ารักชื่อสโนว์ สวมปลอกคอสีแดงพร้อมจี้สีฟ้า ยืนอยู่ในสวนหญ้าสีเขียว มีข้อความบรรยายว่า "มีหมาน้อยแสนดีตัวหนึ่งชื่อ "สโนว์" ��เป็นหมาที่น่ารักและอ่อนโยน"
ภาพสโนว์ สุนัขสีขาว กำลังกระโดดเล่นลูกบอลกับเพื่อนสุนัขอีกสองตัวในสวนที่มีต้นไม้และดอกไม้ ข้อความระบุว่า "สโนว์ชอบเล่นกับเพื่อนๆ ในสวน"
นิทานเรื่อง : หมาน้อยแสนดี🐶💕
มีหมาน้อยแสนดีตัวหนึ่งชื่อ "สโนว์" เป็นหมาที่น่ารักและอ่อนโยน สโนว์ชอบเล่นกับเพื่อนๆ ในสวน วันหนึ่งสโนว์ไปเดินเล่นนอกบ้านและได้พบแมวน้อยตกอยู่ในบ่อ สโนว์จึงรีบเข้าไปช่วยเจ้าแมวตัวนั้นทันที เจ้าแมวตัวน้อยดีใจและขอบคุณสโนว์ที่ได้ช่วยชีวิตไว้ ทำให้สโนว์ได้รับการยกย่องจากเพื่อนๆ และ
Aofsie

Aofsie

ถูกใจ 1 ครั้ง

ภาพปกหนังสือนิทานเรื่อง 'ทำไมต้องอ่านนิทานให้ลูกฟังนักหนา นี่คือเหตุผลที่แท้จริง' โดยนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ และ Tatsuya Miyanishi วางอยู่บนพื้นผิวสีขาวมีขนฟู มีดอกไม้สีชมพูอยู่ด้านหลัง
ภาพข้อความ 'เหตุผลที่ 1' ระบุว่าการอ่านนิทานก่อนนอนช่วยให้พ่อแม่ลูกใช้เวลาร่วมกัน 30 นาทีถึง 1 ชั่วโ�มง ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต
ภาพข้อความ 'เหตุผลที่ 2' อธิบายว่าการที่ลูกเห็นและได้ยินเสียงพ่อแม่ทุกคืน ทำให้พ่อแม่กลายเป็นวัตถุที่มีจริงและมั่นคง (object constancy) กระบวนการนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนสมบูรณ์เมื่อลูกอายุ 3 ขวบ
ทำไมต้องอ่าน“นิทาน” ให้ลูกฟังนักหนา
🎯ตั้งแต่มีลูกมาแม่ป้างเจอบ่อยมากว่าการอ่านนิทานคือเรื่องที่ดีและทำง่ายที่สุดในการเลี้ยงลูก 🎯ส่วนตัวติดตามคุณหมอประเสริฐ เป็นหมอที่แม่ป้างอยากขอบคุณมากๆ ท่านแชร์ความรู้ในการเลี้ยงลูกไว้มาก และที่หมอบอกซ้ำๆอยู่เสมอคือ อ่านนิทานให้ลูกฟังเถอะมันดี มันทำให้แม่มีจริง แม่มีวาจาสิทธิ์ พูดคำไ
สปช.แฟมิลี่🏡

สปช.แฟมิลี่🏡

ถูกใจ 119 ครั้ง

นิทานเรื่อง "💕รักในสวนฝัน🌷🫶"
กาลครั้งหนึ่ง มีเจ้าหญิงสาวสวย ชื่อ "ลินดา" เธอกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ ลินดาได้พบกับเจ้าชายหนุ่มรูปงาม ชื่อ "เรย์" ทั้งสองได้พูดคุยกัน และรู้สึกชอบกันทันที ลินดาและเรย์ได้ตัดสินใจออกผจญภัยด้วยกัน เพื่อค้นหาสมบัติในป่า หลังจากผจญภัย ลินดาและเรย์ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน และใช้ชี
Aofsie

Aofsie

ถูกใจ 4 ครั้ง

นิทานกระตุ้นพัฒนาการลูกง่ายดีมีอยู่จริง
การอ่านนิทานให้ลูกฟังมีประโยชน์หลายด้านมาก โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็ก เพราะช่วยทั้งเรื่องภาษา อารมณ์ และพัฒนาการสมองไปพร้อมกัน เช่น * พัฒนาภาษาและคำศัพท์ เด็กจะได้ยินคำใหม่ ๆ เรียนรู้การเรียบเรียงประโยค การสื่อสาร และพูดได้เร็วขึ้น * เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เวลาฟังเรื่องราว เด็ก
Pichary

Pichary

ถูกใจ 0 ครั้ง

นิทาน เรื่อง แสงหิ่งห้อยกับตะเกียงวิเศษ
ในคืนที่มืดมิดที่สุด "ฮูก" เจอนกฮูกเฒ่าที่มอบตะเกียงวิเศษให้หนึ่งใบ โดยมีเงื่อนไขว่า "ตะเกียงนี้จะส่องแสงสว่างจ้าตราบเท่าที่เจ้าแบ่งปันความร้อนให้ผู้อื่น" ระหว่างทางฮูกเจอกระต่ายที่กำลังหนาวสั่น ฮูกคิดในใจว่า "ถ้าข้าแบ่งไฟให้กระต่าย ตะเกียงของข้าจะหรี่ลงไหมนะ?" ด้วยคว
RimtarnStory

RimtarnStory

ถูกใจ 0 ครั้ง

มัดรวมนิทาน ตัวช่วยแม่ฝึกลูก
นิทาน = ตัวช่วยของแม่ ❤️ เด็กเล็กชอบเลียนแบบพฤติกรรม อ่านให้ลูกฟังทุกวัน ลูกจะซึบซับและอยากทำตามโดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ @ลิตเติ้ลของขวัญ #นิทานสำหรับเด็ก #เลี้ยงลูกด้วยนิทาน #นิทานเสริมพัฒนาการเด็ก #อ่านนิทานให้ลูกฟัง #นิทานเด็ก
ลิตเติ้ลของขวัญ

ลิตเติ้ลของขวัญ

ถูกใจ 0 ครั้ง

หนังสือนิทานเด็กที่ทำให้ทาสแมวน้ำตาซึม
เห็นชื่อเรื่องเป็นแมวด้วยที่เราก็ชอบแมวเลยซื้อมาให้ลูกอ่าน อ่านไปอ่านมาน้ำตาซึมซะงั้น ภาพสวยมาก รายละเอียดดี ทำให้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเนื้อเรื่อง ได้ไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ เนื้อเรื่องก็กินใจ น้ำตาซึมไปเลย #นิทานก่อนนอน #หนังสือภาพเด็ก #นิทานเด็ก #นิทานสำหรับเด็ก #นิทานภาพเด็ก พิก
OoOyami

OoOyami

ถูกใจ 3 ครั้ง

แจกหนังสือนิทานเล่มโปรดในวัย 2 ขวบ ✨📚
🍀 แม่ๆ บ้านไหนกำลังมองหาหนังสือภาพที่ช่วยเสริมพัฒนาการ ดึงดูดความสนใจ และรอดพ้นจากการโดนลูกฉีก 😅 🚂 แนะนำโพสนี้กด save ไว้ได้เลยเพราะ ยายๆและมี๊คัดสรรมาให้แล้ว 🎢✨ เด็กวัยนี้กำลังอารมณ์พลุพลาน ชอบลองอะไรใหม่ๆ และทำสิ่งตรงข้ามกับเราเสมอ 😂 🩷 ซึ่งนิทานจะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เขาพัฒนาไปอีกขั้น การลงทุน
ปาร์บี้ที่ขอบป้ายยา 🧺

ปาร์บี้ที่ขอบป้ายยา 🧺

ถูกใจ 22 ครั้ง

นิทานเด็กที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้อย่างฉลาด
🔍เพราะการสำรวจ และสังเกต คือจุดเริ่มต้นของความฉลาด ใครอยากให้ลูกได้เรียนรู้ธรรมชาติ แต่ไม่มีเวลาพาไปสัมผัสพื้นที่จริง แม่มั่นใจว่าเล่มนี้ช่วยได้ค่ะ . 👧🏻👦🏻 "หนูรอบรู้ ชวนเพื่อนสำรวจเวลากลางวัน"☀️ . 📖 นิทานภาพที่คุณหมอประเสริฐแนะนำ “พัฒนาการของอวกาศและเวลา เป็นส่วนประกอบสำคัญของ EF เด็ก
ninewstoryyy

ninewstoryyy

ถูกใจ 5 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม