ลืมไปแล้วเหมือนกันแต่นึกขึ้นมาได้ว่า

ตอนเราเด็กๆจนถึงม.6 ที่บ้านพ่อเป็นอะไรที่เปิดเพลงดังทั้งบ้านประจำ ไม่ค่อยรับรู้ว่าลูกทำการบ้านมั๊ย ต้องใช้สมาธิรึเปล่า บางทีก็รู้แหละแต่ก็ทำเนียนๆเป็นอะไรที่เราไม่ชอบเลยและกัดฟันทนมานาน

จนเรียนมหาลัยชีวิตก็ดีขึ้นมา จนเพิ่งมานึกได้ตอนสามีเปิดทีวีดูอยู่ก่อนแล้วเราเข้าไปนั่งทำงานนี่แหละ นางถามว่าจะปิดทีวีมั๊ยเราบอกไม่ต้องทำงานได้ชิลมาก พอนางามว่าทำได้ไงเลยนึกขึ้นมาได้ว่าเออเนอะ นี่เคยทนกับอะไรแบบนั้นมาก่อนนี่เอง

#เล่าเรื่องในอดีต #เรื่องเล่าความสัมพันธ์ #ครอบครัวtoxic

4/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการทำงานหรืออ่านหนังสือท่ามกลางเสียงรบกวนเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยดี จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยต้องทนอยู่ในบ้านที่เสียงเพลงเปิดดังตลอดเวลาจนยากจะมีสมาธิในการทำงานหรือทำการบ้าน บางครั้งรู้สึกเหมือนต้องกัดฟันทนไปโดยไม่มีทางเลือก การที่เสียงดังรบกวนบ่อยๆ อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนหรือการทำงานและความเครียดสะสมภายในใจ แต่เมื่อโตขึ้นและออกไปใช้ชีวิตในสถานที่ที่เงียบสงบมากขึ้น เช่น ตอนเรียนมหาวิทยาลัยหรือทำงานจริง ชีวิตกลับรู้สึกดีขึ้นมากเพราะมีพื้นที่ให้สมองได้โฟกัสและพักผ่อน ความสงบในสิ่งแวดล้อมช่วยให้ความคิดไหลลื่นและเพิ่มความสร้างสรรค์ได้ด้วย นอกจากนี้ การเรียนรู้ที่จะปรับตัวและทำงานท่ามกลางสิ่งรบกวนบางอย่างอย่างชิลๆ ก็เป็นทักษะที่มีประโยชน์ เช่น การทำงานในขณะที่มีเสียงทีวีหรือเพลงเบาๆ อยู่รอบตัว เพราะมันช่วยฝึกสมาธิและความยืดหยุ่นทางจิตใจ ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์แบบ ท้ายที่สุดแล้ว การมีครอบครัวที่บรรยากาศอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบและอาจมีลักษณะ toxic คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจและจัดการความรู้สึกของตัวเองให้อยู่ในจุดที่พอดี ไม่ปล่อยให้ความวุ่นวายหรือเสียงดังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต รวมถึงการหาเวลาพบปะพูดคุยและแบ่งปันความรู้สึกกับคนใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจกันภายในครอบครัวให้ดีขึ้น ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเห็นคุณค่าของความสงบและการจัดการกับสิ่งที่ไม่ชอบในชีวิตจริงอย่างมีสติ และเชื่อว่าหลายคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์คล้ายกันสามารถเข้าใจและปรับตัวได้เหมือนกัน