๒๕.พฤษภาคม ๒๕๖๙
ถ้าพูดถึง “พลังแห่งการปล่อยวาง” สำหรับเรา มันไม่ใช่การยอมแพ้หรือไม่แคร์อะไรเลยนะ แต่คือการยอมรับความจริงว่า…บางอย่างเราไม่ได้ควบคุมได้ทั้งหมด แล้วเลือกเก็บพลังใจไว้กับสิ่งที่ทำได้จริง ๆ ช่วงที่เครียดหรือเหนื่อยมาก ๆ เรามักเผลอแบกทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งความคาดหวัง ความผิดหวัง และคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นเรา” จนสุดท้ายใจเราหนักกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเสียอีก สิ่งที่ช่วยเราได้คือการกลับมาฝึก “อดทน” แบบอ่อนโยนกับตัวเอง อดทนต่อความรู้สึกที่มันยังไม่ดีขึ้นทันที เพราะการปล่อยวางไม่ใช่สวิตช์เปิด-ปิด แต่มันค่อย ๆ คลาย เหมือนเราคลายมือออกจากสิ่งที่กำแน่นเกินไป เราเริ่มจากการเขียนลงกระดาษสีขาวด้วยปากกาสีน้ำเงิน (แค่มีอุปกรณ์เรียบ ๆ ก็พอ) เขียนประโยคสั้น ๆ ให้กำลังใจตัวเอง เช่น “ตอนนี้ยาก แต่ฉันกำลังผ่านมันไป” หรือ “ทุกอย่างจะผ่านไป” พอเขียนแล้วมันเหมือนใจได้ระบายออกมานิดหนึ่ง ไม่ต้องเก็บไว้ในหัวทั้งหมด อีกอย่างที่เราทำคือแยกให้ออกว่าอะไรคือ “เรื่องที่แก้ได้” กับ “เรื่องที่ควบคุมไม่ได้” ถ้าแก้ได้ เราจะทำเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ วันนี้ทำแค่นิดเดียวก็ถือว่าดีแล้ว แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ เช่น ความคิดคนอื่น อดีต หรือบางจังหวะชีวิตที่ไม่เป็นใจ เราจะฝึกบอกตัวเองว่า “วางก่อน” ไม่ต้องตัดสินว่าตัวเองอ่อนแอ แค่พักใจเพื่อไปต่อ เวลาความคิดวน ๆ กลับมา เราใช้วิธีหายใจช้า ๆ แล้วถามตัวเอง 3 ข้อ: 1) ตอนนี้เรากังวลเรื่องอะไร 2) มันสำคัญแค่ไหนในอีก 1 ปี 3) เราทำอะไรเล็ก ๆ ได้ภายใน 10 นาทีบ้าง แค่ตอบให้ได้ข้อสุดท้าย ชีวิตจะเริ่มขยับ และความรู้สึกติดค้างจะเบาลง สุดท้าย เราชอบเตือนตัวเองว่า “ปล่อยวาง” ไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก แต่คือรู้สึกได้เต็มที่ แล้วไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นลากเราไปทั้งวัน บางวันทำได้ บางวันทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่กลับมาเริ่มใหม่ พลังแห่งการปล่อยวางมันอยู่ตรงนี้เลย—ความอดทนที่จะค่อย ๆ เชื่อว่า ทุกอย่างจะผ่านไปจริง ๆ


ชอบจัง