#หลวงพ่อปานสอนให้ชำระหนี้สงฆ์ เรื่องการชำระหนี้สงฆ์หรือซื้อของสงฆ์

#หลวงพ่อปานสอนให้ชำระหนี้สงฆ์

เรื่องการชำระหนี้สงฆ์หรือซื้อของสงฆ์นี่ท่านปฏิบัติเป็นกิจประจำปี ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าท่านบอกว่าเรื่องของสงฆ์นี้หนักมาก เอาของไปชิ้นเดียวก็ลงอเวจีมหานรก จะเป็นวัดร้างก็ดี หรือสถานที่ของวัดที่เป็นไร่เป็นนาแล้วไม่ปรากฏเป็นวัด แต่หากว่าทางบ้านเมืองยังไม่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นของหลวง ที่นั้นก็ยังเป็นของสงฆ์

นี่เสร็จล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัท บรรดานักปราชญ์ในปัจจุบันน่ากลัวจะไปกันมาก สมัยนี้นรกขุมนี้ เพราะอะไร เพราะว่าท่านทั้งหลายไม่เห็นมีใครสอนกันเลยนี่ ได้อ่านหนังสือหลายพันฉบับแล้ว ไอ้เรื่องการชำระหนี้สงฆ์หรือห่วงใยเรื่องของสงฆ์นี่ไม่ค่อยจะมี ไม่เห็นมีใครเขาสอนกัน พบแต่หลวงพ่อปานองค์เดียว

แล้วท่านเองท่านก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ว่ารู้แต่ท่าน ท่านผู้รู้หลาย ๆ ท่าน ท่านรู้แต่ว่าทำไมท่านไม่สอน อาตมาก็สงสัย.....

เรื่องการชำระหนี้สงฆ์นี่ท่านแนะนำไว้ว่า ควรจะชำระหนี้กันทุก ๆ ปี ปีละหลายครั้งก็ได้ตามกำลังศรัทธา เพราะว่าเรารู้ไม่ได้ว่าเราจะไปทำความผิดไว้ที่ไหน เผื่อเข้าไว้ ถ้าเราไม่เป็นหนี้มันก็เป็นบุญ ถ้าเป็นหนี้ก็จะได้ชำระหนี้ให้หมดไป เจ้าหนี้จะได้ไม่ทวงเราลงนรก ความจริงก็เป็นเรื่องดี

ท่านเองก็มีความดีพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ของในวัดที่เป็นลูกไม้ดอกไม้ ท่านซื้อสงฆ์ปีละ 1 ชั่ง 1 ชั่งก็เท่ากับ 80 บาทสมัยนั้น ค่ามันมากเหลือเกิน หนักเข้า ๆ ของมันมีมากขึ้น ท่านก็ซื้อไม้ไผ่ในป่าไผ่ด้วย เพราะไผ่มันใหญ่

ก็ปรากฏว่าคนแถวใกล้ ๆ วัดนั่นแหละไม่ใช่ใครที่ไหน มาลักหน่อไม้บ้าง ลักไม้ไผ่บ้าง ตัดเอาไป นี่ความจริงอยู่ใกล้พระที่ดีแต่เขาไม่ปฏิบัติดี ดีไม่ดีของในวัดเครื่องไม้เครื่องมือเผลอพ่อขโมยได้ แม้แต่ซุงยังตั้งใจขโมย

แต่ว่าอาตมาก็สงเคราะห์เอาอิฐล่อหลังเข้าให้ พับไปพับมา ตอนนั้นยังเป็นพระดีอยู่ แต่ไม่เจตนาจะให้ตาย ตั้งใจจะจับเอามาดูหน้า จะบาปหรือไม่บาปก็ช่างหัวมัน กันสมบัติของสงฆ์เข้าไว้ดีกว่า ไม่มีเจตนา ขว้างเพื่อจับ

นี่หลวงพ่อปานท่านซื้อของสงฆ์ คือประชุมสงฆ์แล้วว่าไม้ไผ่ก็ดี ไม้ลำก็ตาม หน่อไม้ก็ตาม ผลไม้รากไม้ในวัดก็ดี ดอกไม้ก็ดี ท่านขอซื้อกับสงฆ์ปีละ 1,000 บาท สมัยก่อนซื้อลูกไม้กับดอกไม้ 80 บาท 1 ชั่ง ทีหลังท่านซื้อกว้างออกไปเป็น 1,000 บาท

เมื่อพระสงฆ์สาธุ ท่านถือว่าปีนั้นท่านมีสิทธิ์ ท่านให้ใครก็ได้ ท่านก็เลยไม่บอกให้ ตั้งใจให้ไปเสียเลย ใครจะเอาอะไรก็ตามใจมัน เป็นอันว่าท่านมีสิทธิ์เฉพาะ 1 ปี

เมื่อถึงปีท่านก็ทำการซื้อใหม่แบบนี้ แล้วก็แนะนำให้บรรดาพุทธบริษัทชำระหนี้สงฆ์เป็นการป้องกันว่า คนที่มาในวัดของท่านไปเด็ดดอกไม้บ้าง กินลูกไม้บ้าง ไปเอาหน่อไม้บ้าง เอาลำไม้ไผ่บ้างจะได้ไม่มีโทษ นี่ท่านโปรดคนในที่ทุกสถานในที่ทุกแห่ง

ที่มา : พระราชพรหมยาน,ธัมมวิโมกข์ (2537),156,67-68

1/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมวัด ผมพบว่าการชำระหนี้สงฆ์เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม แต่เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญและเคารพต่อของสงฆ์แล้ว จะรู้สึกถึงความผูกพันและความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อวัดและพระสงฆ์ หลวงพ่อปานได้สอนให้เห็นความหนักหนาของเรื่องหนี้สงฆ์ ว่าสิ่งที่เรานำออกจากวัด ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ ไม้ไผ่ หรือดอกไม้ ถึงแม้จะเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าเป็นหนี้ที่ต้องชำระ เพราะเป็นของสงฆ์ที่กรมพระสงฆ์หรือวัดยังไม่ได้โอนให้เป็นของบุคคล ท่านยังให้แนวทางในการชำระหนี้นี้ว่า ควรปฏิบัติเป็นประจำทุกปีหรือหลายครั้งในปีตามที่ศรัทธา เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นหนี้หรือบาป ด้วยประสบการณ์เดินทางไปวัดและเข้าร่วมกิจกรรมของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ต่าง ๆ พบว่าการชำระหนี้สงฆ์มีหลายรูปแบบ บางวัดจะมีการจัดให้ซื้อของหรือบริจาคเพื่อบูรณะวัด และบางที่ก็นำสิ่งของตามที่วัดกำหนดเพื่อชำระหนี้ ซึ่งล้วนส่งเสริมความร่วมมือร่วมใจของชุมชน นอกจากนี้ การเคารพสิทธิของวัดและพระสงฆ์ยังเป็นการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อปานประณามการขโมยสิ่งของในวัดว่าเป็นเรื่องหนักหนา การปฏิบัติชำระหนี้สงฆ์นี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาความสงบสุขและศีลธรรมของสังคมที่เราส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ สุดท้าย การชำระหนี้สงฆ์เป็นการเรียนรู้และยึดถือในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งยังเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ควรส่งต่อให้รุ่นต่อไป เพื่อให้เกิดสำนึกที่ดีต่อการใช้ชีวิตในสังคมและเคารพในขนบธรรมเนียมของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง