#ให้ทานอย่างไรจึงจะให้ผลในชาติปัจจุบัน? ผู้ถาม : "เวลามีคนมาข

#ให้ทานอย่างไรจึงจะให้ผลในชาติปัจจุบัน ?

ผู้ถาม : "เวลามีคนมาขอทานหน้าบ้าน เขามักจะขอโดยการร้องเพลงยาวๆ ฟังแล้วอดสงสารไม่ได้ค่ะ แต่บางทีก็รำคาญต้องรีบบอกให้หยุดร้อง ให้สตางค์แล้วก็ให้เขารีบไปเร็วๆ อย่างนี้จะเป็นไรไหมคะ...?"

หลวงพ่อ : "ไม่เป็นไรหรอกหนู เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าจะให้ทานคนขอทาน อย่าให้เขาพูดมาก หมายความว่าพอมาถึงไม่ต้องยกมือไหว้พูดขอ ถ้าเขาจะขอก็บอกไม่ต้อง ฉันให้แล้ว ฉันเต็มใจให้แล้ว คือว่าเราจะให้ใคร อย่าให้เขาพูดมาก อย่าให้เสียเวลา ให้เร็วๆ ที่สุด ตั้งใจเป็นการสงเคราะห์จริงๆ แล้วผลมันให้ชาตินี้ ฉันทดสอบมาแล้ว เป็นความจริงถ้าเกิดไปชาติหน้าจะได้ลาภสองแบบ หมายความบุญที่มีการเตรียมการ จะร่ำรวยจากการประกอบอาชีพ และที่ถือของไปตามทางเจอะที่ไหนให้ที่นั่น โดยไม่ตั้งใจไว้ก่อนจะได้ ลาภลอย คือ ถูกล็อตเตอรี่การให้ทานโดยไม่เตรียมการไว้ก่อน ใครมาก็ได้เราให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้เสมอๆ คนมาขอทาน เราไม่ยอมให้พูดขอ รีบควักเลย แล้วมันจะมีผลในชาตินี้ คือ สิ่งที่เราขัดข้องคิดว่าจะไม่ได้มันจะโผล่ เราก็ให้เท่าที่เราจะให้ได้ เขาไม่บังคับเรานี่ พอทำไปไม่กี่ปีก็เริ่มให้ผล ของที่จะได้มามันมีการคล่องตัวมากขึ้นแต่ว่าเวลาให้ เราอย่าไปคิดถึงผลอันนี้นะ ต้องให้ด้วยการสงเคราะห์จริงๆ คือตัดไปเลย มันได้เท่าไรก็ช่าง ถ้าไปคิดว่าเราต้องการให้เพื่อต้องการผลตอบแทน ผลจะถูกตัด เพราะเป็นการให้ทานประกอบด้วยความโลภ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตุลิตะ ตุลิตะ สีฆะ สีฆัง ธรรมของเรามิใช่เป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องเร็วๆ ไวๆ อย่างของสังฆทาน พอเราบอกพระไปว่าขอถวายเป็นสังฆทาน พระเขาจะจัดของนั้นเป็นสังฆทานโดยตรง จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น คนรับก็ไปนรกซิ ผู้ให้ไปสวรรค์"

ที่มา : หนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๖๙-๗๔

4/11 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อลองปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อ คือการให้ทานอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ผู้ขอทานพูดต่อเนื่องหรือต้องร้องขอจนก่อความรำคาญ พบว่าจิตใจของเรามีความสงบมากขึ้น ไม่รู้สึกรำคาญหรือต้องการเดิมคืนจากการให้แต่ประการใด การให้ทานเช่นนี้คือการให้จากใจที่บริสุทธิ์ โดยไม่คาดหวังผลตอบแทน นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นได้ทันที ยังช่วยเปิดทางให้เรามีโชคลาภจากการทำงานและโอกาสที่ไม่คาดคิดในชีวิตประจำวันอีกด้วย ผมเคยสังเกตว่าเมื่อให้ทานแบบไม่ต้องให้ผู้ขอทานพูดร้องขอ ยิ่งให้ด้วยความตั้งใจจริงและวางใจให้ผลสำเร็จเป็นเรื่องของธรรมชาติ ปรากฏว่าในช่วงเวลานั้นรายรับมีความคล่องตัวมากขึ้นอย่างน่าประหลาด สอดคล้องกับคำสอนที่ว่า "ตุลิตะ ตุลิตะ สีฆะ สีฆัง" คือธรรมที่ต้องรวดเร็ว ไม่ลังเลช้า โดยเฉพาะการถวายสังฆทานที่ต้องชัดเจน ให้ถูกที่ถูกทาง เพราะจะส่งผลให้ผู้ให้ได้ไปสวรรค์อย่างแท้จริง การเรียนรู้ที่จะไม่คิดหวังผลตอบแทนหรือโลภมากจากการให้ทาน ส่งผลให้ใจเราเบิกบานและเปิดกว้างมากขึ้น เพราะแท้จริงแล้วการให้ทานคือการฝึกฝนใจให้ออกจากความยึดมั่นถือมั่น และเมตตาต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความสุขใจและยังเป็นการสร้างบุญบารมีในชาตินี้อย่างแท้จริง ดังนั้น การให้ทานจึงไม่ใช่เพียงแค่การมอบเงินทองหรือสิ่งของเท่านั้น แต่เป็นการฝึกฝนใจให้มีเมตตากรุณาและให้อย่างไม่ยึดติด ซึ่งเป็นสิ่งที่จะนำพาให้ชีวิตผู้นั้นประสบความสุขและความเจริญในทุกๆ ด้านได้อย่างแท้จริง