พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบ ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ในงานถวายพระกระยาหารค่ำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบ
ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ในงานถวายพระกระยาหารค่ำ
อย่างเป็นทางการ (State Banquet) เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 20.11 น. (เวลาท้องถิ่น) ความว่า
“ท่านประธานาธิบดี ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความยินดี
ที่ได้มาเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในครั้งนี้
ขอขอบใจท่านประธานาธิบดี รัฐบาล และประชาชน
ชาวฝรั่งเศส ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และมีน้ำใจ
ระลึกถึงครอบครัวของข้าพเจ้า ตลอดจนประชาชนชาวไทย
ด้วยความเอื้อเฟื้อ และเคารพยกย่องซึ่งกันและกันเสมอมา
ราชอาณาจักรไทย กับสาธารณรัฐฝรั่งเศส มีความสัมพันธ์
อันดีมาช้านาน และได้ร่วมมือกันในกิจการด้านต่าง ๆ
ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การศึกษา วัฒนธรรม
และสิ่งแวดล้อม อันอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสอง
ประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวาระครบ 340 ปี
ความสัมพันธ์ไทยกับฝรั่งเศส สืบเนื่องมาจนถึงปีนี้
ซึ่งเป็นวาระครบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์
ทางการทูตระหว่างกัน ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความผูกพัน
ซึ่งแน่นแฟ้นขึ้นโดยลำดับ ทั้งในระดับที่เป็นท างการ
หรือระหว่างประเทศ และในระดับบุคคล
ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ของเราทั้งสองจะเจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคต
และเราจะสามารถร่วมมือกันได้อย่างกว้างขวาง
และครอบคลุมมากขึ้น ในกิจการทุกด้าน ทุกระดับ
เพื่อความเจริญมั่นคงของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์
โลกที่มีพลวัตสูง และมีความจำเป็นที่ประเทศต่างๆ
จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยมิตรไมตรี
ขออำนวยพร ให้ท่านประธานาธิบดี และภริยา
ตลอดถึงประชาชนชาวฝรั่งเศส มีความสุขและความสำเร็จ
ทั้งขอให้มิตรภาพระหว่างประเทศของเราทั้งสอง
มีความยั่งยืนไพบูลย์สืบไป”...
ข้อมูล : Matichon
ประสบการณ์จากการติดตามเหตุการณ์สำคัญนี้ทำให้ผมเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่ยาวนานและมั่นคง พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นตัวอย่างของการแสดงออกถึงมิตรไมตรีและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างลึกซึ้ง ผมชอบในความละเอียดถี่ถ้วนที่พระองค์ทรงเน้นเรื่องความร่วมมือในหลายด้าน ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการศึกษา วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในระยะยาว การเชื่อมโยงอย่างยั่งยืนเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีคุณภาพและมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ การมีวาระครบรอบสำคัญ เช่น 340 ปีของความสัมพันธ์และ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ยิ่งทำให้เหตุการณ์ในครั้งนี้มีความหมายมากขึ้น เป็นการแสดงถึงการสืบทอดและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องและเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศต่างๆ หันมาสร้างสายสัมพันธ์ในรูปแบบที่เกิดผลดีแก่ประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเต็มไปด้วยความท้าทาย พระราชดำรัสดังกล่าวยังสื่อถึงความจำเป็นที่ประเทศต่างๆ ต้องช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน เพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาคและโลก การเป็นมิตรและมีน้ำใจในระดับนานาชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์อันดีนี้จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและสันติภาพในระดับภูมิภาคและโลกได้อย่างแน่นอน ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สร้างผ่านทางวัฒนธรรมและมนุษยธรรม ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจหรือการทูตแบบเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังเป็นการผสานความรู้สึกและความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและส่งเสริมต่อไปในอนาคต
