แชร์ประสบการณ์ นิยายที่เขียนจบได้เพราะเรา "ยอมแพ้"

👋 ขอแนะนำตัวก่อนว่าเราเป็นนักเขียนนิยายแอ็กชัน นามปากกา เอ็ม.เอ็ม.บิล กว่าจะค้นพบตัวเองได้ก็ต้องใช้เวลาถึงแปดปี ⏳

​📖 นิยายเรื่องแรกที่เราเขียนจบ คือนิยายที่ให้บทเรียนครั้งใหญ่กับเรามาก เราอยากเป็นนักเขียนนิยายมาตั้งแต่อายุ 14 เริ่มจากเขียนใส่สมุด ก่อนจะเริ่มพิมพ์ลงโน้ตบุ๊กจริงๆ ตอนอายุ 15 เราโชคดีที่เคยทำพาร์ตไทม์ในงานสัปดาห์หนังสือ ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกับนักเขียนอาชีพจริงๆ จนเกิดแรงบันดาลใจให้อยากเขียนนิยายลงเว็บออนไลน์ 💻

​😅 แต่อย่างว่า ตอนนั้นเรายังเด็กมาก เลยลองผิดลองถูกไปหลายอย่าง นิยายที่ตั้งใจจะเขียนลงเว็บก็เขียนไม่จบ ต้องลบเขียนใหม่ไปถึงหกรอบ!! 🗑️

​เพราะเราพยายามจะสร้างโครงเรื่องให้แน่น ปรับให้อ่านง่าย พยายามหาวิธีที่นักเขียนเก่งๆ เขาใช้กัน ทั้งการวางพล็อต เซตตัวละคร สร้างฉาก หรือวางแผนซีนต่างๆ เราลองทำมาหมดทุกแบบแต่ก็เขียนไม่จบสักที... ทำให้ท้อมากและรู้สึกว่าเราคงไม่ใช่นักเขียนจริงๆ หรอก แค่เขียนให้จบสักเรื่องยังทำไม่ได้เลย 😓

​💡 จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะนั่งมองตัวหนังสือและคิดถึงตัวละครที่อยากเขียน เหมือนได้ยินเสียงหนึ่งบอกว่า...

"ให้ตัวละครพวกนั้นเขาได้เล่าเรื่องของเขาเองเถอะ เราแค่เขียนก็พอ"

​🚀 นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยไม่มีแผน ไม่มีพล็อต ไม่เขียนตามขนบ และปล่อยให้ตัวละครเป็นฝ่ายเลือกเส้นทางเดินเรื่องเอง เราใช้เวลาเขียนเกือบปีจนในที่สุดก็ จบภาคแรก 🎉

​เราภูมิใจกับมันมาก ด้วยความที่ยังเด็กเลยเอานิยายไปลงในเว็บ Dek-D แต่กลับไม่มีคนอ่าน เลยลองเอาไปโพสต์หาคนอ่านในบอร์ดนักเขียน ก็มีนักเขียนด้วยกันเข้ามาชมว่าเขียนแอ็กชันได้ดี 👍

​😶‍🌫️ แต่ก็มีคอมเมนต์ที่ทำให้นอยด์เหมือนกัน เช่น อ่านไม่รู้เรื่องเลย, ทำไมไม่เขียนเป็น POV 3 หรืออะไรต่างๆ นานา เราซึมไปพักใหญ่ เพราะความพยายามจนเขียนจบในรอบที่เจ็ดมันยังไม่ดีพอ

​แต่จะให้กลับไปแก้ใหม่ก็ไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าตัวละครต้องการให้เรื่องเป็นแบบนี้ เราเลยสู้ต่อด้วยการเขียนนิยายทุกแนวที่อยากเขียน ทั้งไซไฟ แฟนตาซี สยองขวัญ 👽🧛‍♂️ จนเกิดความรู้สึกดาวน์ในใจว่า ตกลงเราเป็นนักเขียนแนวไหนกันแน่ ทำไมเขียนแล้วถึงทำได้ไม่ดีสักทาง?

​❤️‍🔥 เราเก็บความรู้สึกนั้นไว้ ถึงจะนอยด์แค่ไหน ดาวน์แค่ไหน แต่ก็หยุดเขียนไม่ได้ จนวันนี้ที่ผ่านการเขียนนิยายมาแปดปี เราถึงเพิ่งค้นพบและเข้าใจตัวเองว่า จริงๆ แล้วแนวของเราคือ "แอ็กชัน" 🥊💥

เราชอบการเขียนฉากต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะเขียนไซไฟ แฟนตาซี หรือสยองขวัญ เราจะมีความสุขที่สุดตอนเขียนฉากแอ็กชัน

​นี่แหละคือแปดปีที่ผ่านมา ต้องขอบคุณตัวเองตอนเด็กที่ "ยอมแพ้" ที่จะทำตามทฤษฎีเป๊ะๆ แต่ยัง "ไม่ยอมหยุด" เขียน ✍️ ทำให้เราเข้าใจทุกอย่างในวันนี้ แม้จะใช้เวลานานไปหน่อย

​🔥 ตอนนี้เราพร้อมมากที่จะเขียนในแนวทางของตัวเอง ชอบการต่อสู้ก็เขียนการต่อสู้ ไม่ต้องไปจำกัดว่าต้องเป็นไซไฟ แฟนตาซี หรือสยองขวัญ แค่ชอบฉากแอ็กชัน ก็เขียนไป แล้วปล่อยให้ตัวละครเขาได้เล่าในสิ่งที่เขาอยากเล่าก็พอ!

ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็รู้สึกขอบคุณตัวละครในนิยายค่ะ ที่พาเรามาถึงจุดนี้

ใครเขียนนิยายแล้วรู้สึกยังไง มาแชร์กันหน่อย👇

#ชีวิตนักเขียนนิยาย #lemon8ไดอารี่ #รีแคป2025 #ประสบการณ์งานเขียน #เล่าสู่กันฟัง

3/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมประสบการณ์จริงของนักเขียนนิยายที่ผ่านมานั้น แสดงให้เห็นว่าเส้นทางของการเขียนนิยายไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยความอุปสรรคและความท้อแท้ หลายคนมักเผชิญกับปัญหาการวางโครงเรื่องที่ซับซ้อนและความกดดันในการทำให้งานเขียนสมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อต้องแม่นยำตามทฤษฎีการเขียนที่หลากหลาย แต่บางครั้งการยอม “ปล่อยวาง” หรือยอมแพ้กับแพทเทิร์นที่ตนตั้งไว้ก็เป็นวิธีที่ช่วยปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่การค้นพบสไตล์ของตัวเองจริงๆได้ แนวทางที่ช่วยให้เขียนนิยายจบ คือการเปิดโอกาสให้ตัวละครได้ ‘เล่าเรื่องเอง’ แทนการที่นักเขียนยึดติดกับโครงเรื่องและพล็อตอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยให้งานเขียนดูสมจริงและน่าสนใจมากขึ้น หลายครั้งนักอ่านชื่นชอบนิยายที่มีการพัฒนาเรื่องราวไปตามจังหวะและความคิดของตัวละครอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับนักเขียนที่ยังค้นหาแนวทางของตัวเองไม่เจอ ลองสร้างนิยายหลากหลายแนว เช่น แอ็กชัน, ไซไฟ, แฟนตาซี หรือสยองขวัญ เพื่อวัดความชอบและความชำนาญในแต่ละแบบ เพราะประสบการณ์ที่หลากหลายนี้จะช่วยตอกย้ำความเข้าใจในตัวเอง ทำให้รู้ว่าแนวไหนเป็น ‘ทางของเรา’ จริงๆ นอกจากนี้การได้รับฟีดแบ็กจากนักเขียนและผู้อ่านคนอื่นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้บางคอมเมนต์อาจทำให้นอยด์หรือรู้สึกผิดหวัง แต่ก็ช่วยให้มองเห็นจุดที่สามารถปรับปรุงและพัฒนาผลงานต่อไปได้ ตราบใดที่ยังรู้สึกรักและอยากเขียน การไม่หยุดสู้และก้าวเดินไปข้างหน้าจะส่งผลให้ได้ผลงานที่เป็นตัวเองมากที่สุด สรุปแล้ว การเขียนนิยายให้น่าสนใจและเสร็จสมบูรณ์นั้น ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสูตรสำเร็จหรือเลียนแบบนักเขียนท่านอื่นอย่างเคร่งครัด แค่เปิดใจกว้างให้ตัวละครได้พูดและดำเนินเรื่องเองอย่างอิสระ พร้อมกับเรียนรู้และเติบโตไปกับความผิดพลาดและการทดลอง ก็จะนำไปสู่ผลงานนิยายที่มีชีวิตชีวาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง