UPF ไม่รู้จะตกใจอันไหนก่อนดี อ่านแล้ว“ห๊ะ” เกือบทุกหน้า

ทุกคน

อาหารที่เรากินแบบ mass production

มันใส่ส่วนผสมแทนไข่จริง แทนแป้งจริง

แทนไขมันจริง แทนเนยจริง

คือแทบไม่มีอะไรจริงเลยในอาการแปรรูปขั้นสุด

เพื่อลด cost อย่างมหาศาล 😵‍💫

สิ่งที่ทุกคนรู้ว่ามันแย่

ผมว่ามันแย่ได้กว่านั้นอีก

เหลืออะไรให้กินบ้างเนี่ย 😭

อย่างหน้าที่อ่านอยู่คือมายองเนส ผลิตโดยใช้สารแทนที่ไขมันในอาหารจริง เช่นพวก Gums ที่เป็นยางหรือแป้งจากพืช เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เหมือนการใส่ไขมันจริงให้มากที่สุด

ทำไปเพื่อลด cost เพื่อไปเคลมว่าอาหารมีความเป็น healty food มากขึ้น 😓

ไม่รู้จะตกใจอันไหนก่อนดี

ไว้ทำใจได้และอ่านจบ

จะมาเล่าแบ่งเป็นตอนๆให้ชมนะครับ🙏

กรุงเทพมหานคร
2025/9/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าเจอคำว่า “Food Defense” แล้วงงว่าคืออะไร แบบที่เราเคยงงมาก่อน สรุปง่ายๆ: Food Defense คือแนวคิด/มาตรการ “ปกป้องอาหาร” จากการปนเปื้อนที่ “ตั้งใจ” (intentional contamination) เช่น การก่อวินาศกรรม การใส่สารอันตรายลงในอาหาร การปลอมปน หรือการเข้าถึงพื้นที่ผลิต/ขนส่งโดยไม่ได้รับอนุญาต จุดนี้ต่างจาก Food Safety ที่เน้นการปนเปื้อนแบบ “ไม่ตั้งใจ” (เช่น เชื้อโรคจากการผลิตไม่สะอาด) และต่างจาก Food Fraud ที่เน้น “โกงเพื่อกำไร” (เช่น ปลอมวัตถุดิบ ติดฉลากเกินจริง) แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เราอ่านเรื่อง UPF (Ultra-Processed Food) กับมายองเนสที่ใช้สารทดแทนไขมันอย่าง gums หรือแป้งจากพืช? ในมุมคนกินอย่างเรา มันเชื่อมกันตรง “การป้องกันตัวเองในฐานะผู้บริโภค” มากๆ ต่อให้ Food Defense จะเป็นเรื่องระบบโรงงาน/ซัพพลายเชน แต่ปลายทางคือเราเลือกซื้อ เลือกกิน และลดความเสี่ยงได้ด้วยพฤติกรรมเล็กๆ จากที่อ่าน Ultra-Processed People แล้วสิ่งที่สะดุดคือ อาหารแปรรูปขั้นสูงหลายอย่างไม่ได้แค่ “ใส่สารปรุงแต่ง” แต่ถูกออกแบบให้เนื้อสัมผัส/รสชาติ “เหมือน” ของจริง เพื่อกดต้นทุน และบางครั้งยังถูกสื่อสารให้ดูเป็น healthy food ได้อีก เช่น “ไขมันต่ำ” แต่เพิ่มสารทำให้ข้น/คงตัวแทนไขมัน เพื่อให้รู้สึกครีมมี่เหมือนเดิม ซึ่งพอเรากินเพลินขึ้น ปริมาณรวมต่อวันก็อาจเพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว ถ้าจะเอาไปใช้จริง เราแนะนำเช็กลิสต์แบบคนทั่วไป (ไม่ต้องเคร่งสายคลีน): 1) อ่านฉลากแบบจับประเด็น: ดูส่วนผสม 3-5 อันดับแรก ถ้ามีคำที่เป็นสารทำให้ข้น/คงตัวบ่อยๆ (เช่น gums) หรือมีรายการยาวมาก ให้เดาว่าเป็น UPF สูงขึ้น 2) อย่าเชื่อแค่คำเคลมหน้าแพ็ก: คำว่า “ไขมันต่ำ/แคลต่ำ/เฮลท์ตี้” ไม่ได้แปลว่าแปรรูปน้อย ลองพลิกดูส่วนผสมและโภชนาการประกอบ 3) ลดความเสี่ยงเชิง Food Defense แบบที่เราทำได้: ซื้อจากแหล่งน่าเชื่อถือ สังเกตซีล/สภาพบรรจุภัณฑ์ ไม่ซื้อของที่แพ็กเกจฉีก/บวม/รั่ว เก็บรักษาตามอุณหภูมิที่ระบุ และถ้าเจอความผิดปกติ (กลิ่น สี เนื้อสัมผัส) ให้ทิ้ง 4) สลับกลับไปหา “ของที่ดูเป็นอาหารจริง”: ไม่ต้องตัดหมด แต่เพิ่มสัดส่วนอาหารพื้นฐาน เช่น ไข่จริง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผักผลไม้ ถั่ว เนื้อสัตว์ไม่ปรุงจัด แล้วค่อยใช้ซอส/มายองเนสเป็นตัวเสริมรสแทน ส่วนตัวเราไม่ได้จะบอกว่า UPF คือห้ามแตะ แต่หลังรู้ว่าหลายอย่างถูกออกแบบให้กินง่ายมากๆ เราเริ่ม “ตั้งคำถาม” กับอาหารในมือมากขึ้น และนี่แหละที่รู้สึกว่าเป็นการทำ Food Defense แบบผู้บริโภค—ป้องกันตัวเองด้วยการรู้เท่าทันฉลาก เคลมการตลาด และเลือกความเสี่ยงให้เหมาะกับชีวิตเราเอง