2025/10/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการตลาดแนวใหม่ที่ใช้การเรียกร้องความสงสารในการขายสินค้าเริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเฉพาะกรณีของ "เจนนี่ได้หมดถ้าสดชื่น" ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้ดราม่าและการบีบน้ำตาเพื่อสร้างความเห็นใจแก่ผู้บริโภค ซึ่งมีทั้งความคิดเห็นที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จุดนี้สะท้อนถึงจิตวิทยาของผู้บริโภคที่คนไทยมีความเมตตาและขี้สงสาร จนทำให้บางแบรนด์ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การขายของที่พึ่งพาเรื่องราวเรียกร้องความสงสารอย่างเดียวสามารถก่อให้เกิดผลกระทบทางลบได้เช่นกัน เช่นการทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่สบายใจหรือละความน่าเชื่อถือหากพบว่ามีการใช้กลยุทธ์ในลักษณะ "ต้มตุ๋น" หรือหลอกลวง รวมถึงประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทและการโฆษณาเกินจริงตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งระบุว่าการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของบุคคลอื่น และการโฆษณาที่ไม่เป็นความจริงอาจทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษทางกฎหมาย ในเชิงการตลาดแล้ว การสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญกว่าการพึ่งพาดราม่าหรือความรู้สึกชั่วคราว จึงควรมีการวางแผนกลยุทธ์ที่เน้นความโปร่งใสและสร้างคุณค่าแท้จริงให้แก่ผู้บริโภคเพื่อความยั่งยืนของแบรนด์ การแบ่งปันเรื่องราวที่มีความจริงใจและมอบประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ผู้ซื้อจึงเป็นหนทางที่ดีกว่าการใช้ความสงสารเป็นเครื่องมือ ในฐานะผู้บริโภค เราควรมีวิจารณญาณในการเลือกซื้อสินค้าและไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่ใช้ความเมตตาในทางที่ผิด รวมถึงการติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อตัดสินใจอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ สำหรับผู้ทำตลาดหรือเจ้าของแบรนด์ ควรให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจผู้บริโภคและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีผ่านวิธีการที่มีจริยธรรมและเคารพผู้บริโภคอย่างแท้จริง