เชื่อเรื่องวัยเบญจเพศไหม?
เขาว่าช่วงอายุลงท้ายเลข 5 เป็นช่วงเบญจเพศ ที่ต้องระมัดระวังตัวเพราะเป็นช่วงดวงตกอาจมีเรื่องร้ายเเรงเกิดกับตัวเอง อยากจะบอกว่าจริงๆเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่วัยหรอก และบางคนก็เบญจเพศได้ตลอดเวลาเช่นเราเป็นต้น😂🥲
อยากจะบอกว่าเรามีช่วงขึ้นลงของชีวิตที่สวิงมาก และตั้งแต่ปี 2568 จนถึงตอนนี้เรายังดวงตกลงเรื่อยๆยก ตัวอย่างเช่น
- รถพังกลางทางระหว่างเดินทางเชียงใหม่-กทม. เกือบตุย
- การงานไม่คืบหน้านี่อาจเพราะตัวเราเองด้วย แง้~~
- การเงินชะงักตอนนี้แทบจะรายได้เป็น 0 แต่รายจ่ายมากกว่าเดิมเพราะของแพงขึ้น
- ผิดหวังและทะเลาะกับคนที่เราสนิทจนต้องถอยห่าง
- สุขภาพใจปวกเปียก หมด passion และอยู่ในโหมด burn out ขั้นรุนแรง ทุกวันนี้แทบจะจิกหัสตัวเองให้ลุกจากที่นอน
ทั้งเรื่องรับมือกับคน เงิน การงาน สุขภาพ และที่สำคัญคือสุขภาพจิตที่พยายามดึงมาตลอดให้เข้มแข็ง จนอยากตะโกนดังๆว่า "เอาอะไรกับกรู!!!!"
แต่ฟ้าดินยังเมตตา😂🥲 ที่ส่งเรื่องที่ทำให้ใจชื่นเล็กๆน้อยๆเข้ามาบ้าง ให้รู้สึกว่ามันก็มีเรื่องดีๆ คนดีๆที่เห็นเราและอยากให้เราเดินหน้าต่อ เอาวะ! ชีวิตมันก็งี้ จะไปง่ายได้ยังไง ขอพระเต้าอวยพรให้เราผ่านมันไปได้ไวๆ
ยิ่งตอนนี้เราว่าทุกคนคงลำบากกันหมดแบบถ้วนหน้าทุกหย่อมหญ้า ค้าขายก็ไม่คล่อง อากาศก็เป็นพิษ รายจ่ายแพงจนไม่รู้ว่าจะรอดไปได้อีกเท่าไหร่ สวัสดิการอะไรก็ไม่มีต้องช่วยเหลือตัวเองล้วนๆ สู้ๆนะคนไทย ยังไงก็จับมือรอดไปด้วยกันให้ได้นะ!🥹💗✌️
ใครเจออะไรแย่ๆมาระบายได้นะ กอดๆ
วัยเบญจเพศจึงมักถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะความเชื่อดั้งเดิมว่าวัยนี้ดวงจะตก มีอุปสรรคหลายอย่างเข้ามาในชีวิต จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ของหลายคนรวมถึงผู้เขียนเอง ช่วงปี 2568 นี้ถือว่าเป็นปีที่ท้าทายสำหรับใครหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องดวงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ และปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในเชิงประสบการณ์ส่วนตัว การเจอรถเสียกลางทาง บางครั้งก็เกิดจากความไม่พร้อมหรือโชคร้าย แต่มันช่วยให้เราได้เรียนรู้เรื่องการวางแผนและเตรียมความพร้อมมากขึ้น จากเหตุการณ์เหล่านี้ ผู้เขียนรู้สึกได้ว่าชีวิตมีทั้งขึ้นและลงเป็นเรื่องปกติ การงานที่ไม่ก้าวหน้า การเงินที่ติดขัด ล้วนแล้วแต่เป็นบททดสอบความอดทนและทักษะการปรับตัวของเรา สำหรับสุขภาพจิตซึ่งเป็นส่วนที่หลายคนอาจมองข้าม ความรู้สึกหมดแรง หมด passion หรือภาวะ burn out นั้นเกิดขึ้นได้กับทุกวัยไม่จำกัดแค่ช่วงเบญจเพสเท่านั้น ทำให้การเรียนรู้วิธีดูแลใจตัวเอง เช่น การพูดคุยกับเพื่อน การพักผ่อน และการตั้งเป้าหมายเล็กๆ เป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ การตั้งรับกับปัญหาด้านการเงินในยุคที่สิ่งของมีราคาแพงขึ้น และรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ผู้เขียนและหลายคนตัดสินใจวางแผนงบประมาณอย่างรอบคอบมากขึ้น รวมถึงการหาแหล่งรายได้เสริมหรือปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อให้สามารถดำรงชีพได้ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน สุดท้ายความเชื่อเรื่องวัยเบญจเพสเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตที่ผ่านเข้ามา ทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ยอมแพ้ และเชื่อมั่นว่าเราสามารถผ่านพ้นไปได้ ด้วยกำลังใจที่ให้กันและกัน เหมือนที่ผู้เขียนบอกไว้ “ขอพระเต้าอวยพรให้เราผ่านมันไปได้ไวๆ” สำหรับใครที่กำลังเจอช่วงลำบากก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญคนเดียว ลองแชร์เรื่องราวหรือระบายให้คนที่ไว้วางใจฟัง ช่วยให้ใจได้ปลดปล่อยและรับกำลังใจเหมือนกับบทความนี้ที่เป็นทั้งพื้นที่ระบายและแชร์ประสบการณ์จริงของวัยเบญจเพศในปี 2568
