"แนวคิดที่เราใช้ เราไม่ได้บังคับว่า สิ่งที่เราคิดนั้นจะเป็นตามที่เราคิดเสมอ แต่เราแค่หยิบประเด็นอะไรบางอย่างในพื้นที่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วก็ตีวงล้อมด้วยคนที่สนใจมาพูดคุยกัน และประเด็นเหล่านั้นมันก็จะถูกตีความในหลายหลายมุม"

สุรสิทธิ์ มั่นคง หรือ อาจารย์ส้มผัก ศิลปิน Sompak lab จ.อุดรธานี เล่าถึงมุมมองในการสร้างโปรเจค "เสียงของดิน" เสียงที่อาจจะถูกละเลยท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที ถูกชวนหยุดฟังเสียงของธรรมชาติและผู้คนก่อนจะสายกว่านี้

.

"เสียงของดินที่ผมให้ความหมาย มันไม่ได้เกิดจากเสียงที่เราได้ยิน แต่บางครั้งเสียงเหล่านี้มันเกิดจาก เรื่องเล่า"

.

"โปรเจคเสียงของดิน มันเกิดจากความสนใจที่เรามาทำงานศิลปะในอุดรธานี เราก็มาคิดว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะมีต้นทุนในการทำงานศิลปะ ที่ไม่ต้องไปยึดโยงความเป็นเมือง หรือยึดโยงความเป็นยุโรปตะวันออก แต่เรากลับสนใจศิลปะที่ยึดโยงในพื้นที่ที่เราอยู่ได้อย่างไร"

.

"เริ่มแรกมันเริ่มจากการสำรวจพื้นที่ก่อน โดยเฉพาะพื้นที่ทะเลบัวแดง นอกจากที่ทะเลบัวแดงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว มีการสนับสนุนเศรษฐกิจ มีการสนับสนุนชุมชน แต่เรากำลังจะมองในมิติอื่นๆว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยการที่เราจะใช้กระบวนการทางศิลปะ มันก็เลยเกิดแนวคิดว่า เราอยากได้ยินเสียงของดิน"

.

"เพราะเราอยากได้ยินเสียงของดินแล้ว เราก็มาตั้งคำถามว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยส่วนตัวแล้วผมก็มีความถนัดด้านเครื่องปั้นดินเผา จึงมาคิดว่าเราน่าจะใช้กระบวนการนี้เป็นตัวกลางในการฟังเสียงผ่านเครื่องปั้นดินเผา"

.

"ทะเลบัวแดงมีตำนานเกี่ยวกับผาแดงนางไอ่ เพราะตำนานบอกไว้ประมาณว่ามันเกิดจากการที่พญานาคแปลงกายมาเป็นกระรอก มายังเมืองของนางไอ่ นางไอ่ เห็นตัวกระรอกก็เกิดความรักความสนใจ ทำอย่างไรจะได้ครอบครอง ก็เลยใช้นายพรานไปจับมา แต่ด้วยกระรอกซึ่งเป็นพญานาคก็มีอิทธิฤทธิ์ นายพรานจับอย่างไรก็จับไม่ได้ จึงใช้วิธีการจับตาย พอกระรอกก่อนจะตายเค้าก็เลยอธิษฐานว่าขอให้เนื้อของเขากินอย่างไรก็ไม่หมด มันก็เลยเกิดการแล่เนื้อกระรอกกิน พ่อของเท้าพังคีที่แปลงกายมาเป็นกระรอก พอเห็นว่าลูกของตนถูกยิงตาย จึงตามมาแก้แค้น ทำให้หมู่บ้านที่กินกระรอกด่อนแถวนั้นล่มจม กลายเป็นหนองหานทุกวันนี้"

.

"เราจึงสนใจว่าเนื้อหาเหล่านี้ มันกำลังสอนอะไรเราอยู่ มันกำลังสอนเกี่ยวกับความโลภของมนุษย์ แล้วบอกว่าเราควรจะอยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัย ไม่ใช่โลภจนบ้านเมืองล่มจม เราจึงสนใจประเด็นเหล่านี้ที่มันกำลังสอนสังคมเราทุกวันนี้อยู่"

.

"เราเริ่มไปสำรวจพื้นที่ทะเลบัวแดง เราจึงเห็นว่าพื้นที่หนองหานมันมีความอุดมสมบูรณ์ มันมีนก และมีสัตว์เฉพาะถิ่น จำนวนมาก ในขณะเดียวกันหนองหานก็เป็นพื้นที่รับน้ำ จากหลายหลายพื้นที่ ที่จะไหลมารวมกัน นั่นหมายความว่าพื้นที่ตรงนี้มันมีความหมายด้านความอุดมสมบูรณ์มาก เราจึงเริ่มต้นใช้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สำรวจ ว่าน้ำมันเดินทางไปที่ไหน และพื้นที่ที่ไปผมก็มักจะเก็บตัวอย่างดิน มาใช้ในการทดลองหาความเป็นไปได้"

.

"ตอนแรกก็เริ่มจากการทำแก้วเซรามิก ทำถ้วยชา สุดท้ายจึงคิดว่าเราลองขยับ หรือท้าทายตัวเอง ว่ามาลองทำเครื่องดนตรีจากดินดีหรือไม่ มันจึงเริ่มเป็นโปรเจคนี้ขึ้น จนเราสามารถควบคุม สามารถปรุงดินได้ และเราก็เริ่มที่จะเก็บเสียงจากดินที่เราทำเครื่องดนตรีของแต่ละที่ ตามสถานที่และตำนานที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ได้"

.

"บางทีเราลองนึกว่า ถ้าธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนในตำนาน มีบางสิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเหล่านี้เปลี่ยนไปจะเป็นอย่างไร แนวคิดที่เราใช้เราไม่ได้ไปบังคับว่า สิ่งที่เราคิดนั้นจะเป็นตามที่เราคิด แต่เราแค่หยิบประเด็นอะไรบางอย่างในพื้นที่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วก็ตีวงล้อมด้วยคนที่สนใจ มาพูดคุยกัน และประเด็นเหล่านั้นมันก็จะถูกตีความในหลายหลายมุม"

.

"ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี นักวิชาการ นักประพันธ์เพลง หรือแม้กระทั่งเด็ก ๆ ในโรงเรียนในพื้นที่อุดรธานี ซึ่งเสียงเหล่านี้ที่มันเกิด มันไม่ใช่เสียงของเครื่องดนตรีอย่างเดียว มันคือเสียงของผู้คน มันคือเสียงของการพูดคุยกัน หรือเสียงของการถกเถียงในประเด็นเดียวกัน ที่เรามีความสนใจร่วมกันกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี"

.

"ความพิเศษของมันมันไม่ใช่การเกิดครั้งแรก หรือการเกิดครั้งเดียวในการฟังเสียงของดิน การมาร่วมกันถกเถียง พูดคุยในประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่มันคือการร่วมมือ เปิดพื้นที่ฟังเสียงของกันและกัน"

เรื่อง : จักรพันธ์ จันทร์ปัญญา

#เลนส์ไทบ้าน #เสียงของดิน

#เยาวชนสื่อสารสันติภาพ

#HOPEHOPFEST #Magicofpeace

#SEAVFCTHAILAND #สสย #สสส

1/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมมองว่าโครงการ "เสียงของดิน" เป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างมากในการเชื่อมโยงศิลปะกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมพื้นถิ่น การนำเสียงที่เกิดจากดินผ่านเครื่องดนตรีที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา ไม่เพียงแต่สร้างงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์แต่ยังเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่อยู่ในแผ่นดินและวิถีชีวิตของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือการที่โครงการนี้ไม่ได้มองศิลปะในมิติของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่พยายามตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เช่น ตำนานผาแดงนางไอ่ที่สะท้อนความโลภและผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือการฟังเสียงของนกและสัตว์เฉพาะถิ่นในพื้นที่หนองหาน ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและความสมดุลที่กำลังถูกคุกคาม การใช้งานเครื่องปั้นดินเผาเป็นตัวกลางนี้แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถเป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้และความตระหนักรู้ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักดนตรี นักวิชาการ และเยาวชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างสรรค์เสียงใหม่ ๆ ที่มาจากความหลากหลายของมุมมอง สิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าการแสดงออกในรูปแบบศิลปะสามารถเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัย ไม่ใช่แค่การแข่งขันและทำลายล้าง นอกจากนี้ การลงพื้นที่และการเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำมาทดลองสร้างเสียงยังทำให้เห็นภาพว่าธรรมชาติทุกองค์ประกอบมีความหมายและสามารถถูกเชื่อมโยงกับผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง ผมคิดว่าโครงการนี้ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับเสียงที่ได้ยิน แต่ยังชวนให้เราฟังเรื่องเล่าในดินที่บอกเล่าถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ศิลปะและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้ ถ้าคุณสนใจศิลปะสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำใคร และต้องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ลองติดตามและร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงการ "เสียงของดิน" ดูครับ เพราะนี่คือพื้นที่แห่งการฟังและพูดคุยที่เปิดกว้างสำหรับทุกเสียง ทุกเรื่องราวที่มีคุณค่าและควรได้รับการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง