พสหุงบทที่3(ชนะช้างนาฬาคีรีด้วยพระเมตตา)
พาหุงบทที่ 3 กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าเหนือ พญาช้างนาฬาคิรี ช้างตกมันดุร้ายที่ถูกปล่อยมาเพื่อเหยียบพระองค์ให้สิ้นพระชนม์ แต่พระองค์ทรงเอาชนะด้วย เมตตา ไม่ใช่อาวุธ
บทบาลีว่า
> นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตามพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
แปลความโดยรวมได้ว่า
> พระจอมมุนีทรงชนะพญาช้างนาฬาคิรี ผู้กำลังตกมันดุร้ายรุนแรง เปรียบเสมือนไฟป่าและสายฟ้าที่น่าสะพรึงกลัว ด้วยการรดด้วยสายน้ำแห่งเมตตา ขอชัยชนะนั้นจงเป็นมงคลแก่ท่าน
---
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้และประกาศพระธรรมได้หลายปี พระองค์มีสาวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
พระราชา ขุนนาง พ่อค้า และประชาชนจำนวนมาก ต่างพากันเลื่อมใสในพระธรรม
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับสิ่งนี้
ในหมู่พระสงฆ์มีบุคคลหนึ่งชื่อ พระเทวทัต ผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า
เดิมทีท่านบวชและมีความสามารถสูง ได้ฌานและมีผู้เคารพนับถือจำนวนไม่น้อย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความทะเยอทะยานก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นในใจ
พระเทวทัตคิดว่า
“เหตุใดพระสมณโคดมจึงได้รับความเคารพสูงสุดเพียงผู้เดียว”
จากความอิจฉา กลายเป็นความแข่งขัน
จากการแข่งขัน กลายเป็นความริษยา
และในที่สุดกลายเป็นความคิดร้าย
หลายครั้งพระเทวทัตพยายามทำอันตรายพระพุทธเจ้า
เคยจ้างนักฆ่า
เคยกลิ้งก้อนหินจากยอดเขาหวังให้ทับพระองค์
แต่ไม่สำเร็จ
เมื่อแผนทั้งหมดล้มเหลว พระเทวทัตจึงคิดวิธีใหม่
ในเวลานั้น ณ เมือง ราชคฤห์ มีช้างหลวงตัวหนึ่งชื่อ นาฬาคิรี
มันเป็นช้างสงครามขนาดใหญ่
ร่างกายสูงมหึมา
งายาวราวหอก
กำลังแข็งแรงอย่างยิ่ง
และเป็นที่รู้กันว่าเมื่อช้างตัวนี้ตกมัน จะดุร้ายจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
พระเทวทัตจึงติดสินบนควาญช้าง
และสั่งให้จับช้างนาฬาคิรีกรอกสุราอย่างหนัก
จนมันคลุ้มคลั่งเสียสติ
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวแพร่กระจายไปทั่วเมือง
“ช้างตกมันกำลังจะถูกปล่อยออกมา!”
ประชาชนต่างปิดประตูบ้าน
ผู้คนวิ่งหนีอย่างอลหม่าน
ร้านค้าปิดหมด
ถนนทั้งสายว่างเปล่า
ในเวลาเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว
เหล่าพระสาวกต่างกราบทูลขอให้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น
บางองค์ถึงกับขอเดินนำหน้า
บางองค์เสนอให้เปลี่ยน เส้นทาง
แต่พระองค์ตรัสอย่างสงบว่า
“ตถาคตจะไปตามทางเดิม”
เมื่อถึงเวลาออกบิณฑบาต
พระพุทธเจ้าทรงดำเนินเข้าสู่ถนนสายหลักพร้อมพระสงฆ์จำนวนมาก
ชาวเมืองที่แอบมองจากหน้าต่างต่างใจหาย
หลายคนร้องไห้
หลายคนคิดว่าวันนี้ต้องเกิดโศกนาฏกรรมแน่นอน
ทันใดนั้น เสียงคำรามของช้างดังขึ้นจากปลายถนน
พื้นดินเริ่มสั่น
ฝุ่นฟุ้งกระจาย
ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนี
นาฬาคิรีพุ่งออกมาราวภูเขาที่กำลังเคลื่อนที่
ดวงตาแดงฉาน
งาเปื้อนฟองน้ำลาย
งวงสะบัดไปมา
ร้านค้าสองข้างทางพังเสียหาย
เกวียนแตกกระจาย
ทุกสิ่งที่ขวางหน้าถูกเหวี่ยงกระเด็น
ยิ่งเห็นผู้คนวิ่งหนี มันยิ่งคลุ้มคลั่ง
แล้วสายตาของมันก็จับจ้องไปยังพระพุทธเจ้าที่กำลังเดินมาอย่างสงบ
ทั้งเมืองเงียบงัน
ไม่มีใครกล้าหายใจ
พระสงฆ์หลายรูปเป็นห่วงอย่างยิ่ง
แต่พระพุทธเจ้ายังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง
ไม่มีความกลัว
ไม่มีความโกรธ
ไม่มีความคิดจะต่อสู้
ในขณะนั้นเอง พระองค์ทรงแผ่เมตตาออกไป
เป็นเมตตาที่ไม่มีความเกลียดชังเจือปนแม้แต่น้อย
เป็นความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์อย่างแท้จริง
แม้กระทั่งต่อช้างที่กำลังจะฆ่าพระองค์
นาฬาคิรีวิ่งเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
ห้าสิบเมตร
สามสิบเมตร
สิบเมตร
ผู้คนบางคนหลับตา เพราะไม่กล้ามอง
แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
ช้างที่กำลังพุ่งทะยานกลับชะลอฝีเท้าลง
เสียงคำรามเงียบลง
ดวงตาที่เคยแดงก่ำค่อย ๆ อ่อนลง
ความดุร้ายที่พลุ่งพล่านราวไฟป่า เหมือนถูกสายน้ำเย็นดับลงทีละน้อย
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าพระพุทธเจ้า
ช้างยักษ์หยุดนิ่ง
จากนั้นค่อย ๆ ลดงวงลงแตะพื้น
แล้วทรุดเข่าลงอย่างนอบน้อม
ทั้งเมืองตกตะลึง
ไม่มีเสียงใดดังขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่เสียงโห่ร้องด้วยความปีติจะดังกึกก้องไปทั่วเมือง
พระพุทธเจ้าทรงยกพระหัตถ์ลูบศีรษะนาฬาคิรีอย่างอ่อนโยน
ช้างใหญ่ที่เคยน่ากลัวที่สุดในเมือง กลับยืนสงบนิ่งดุจลูกช้างเชื่อง ๆ
ในขณะนั้นเอง ผู้คนจำนวนมากเข้าใจความหมายของคำว่า "เมตตา" เป็นครั้งแรก
พวกเขาเห็นกับตาว่า สิ่งที่อาวุธทำไม่ได้ สิ่งที่กำลังทหารทำไม่ได้ สิ่งที่โซ่ตรวนทำไม่ได้ กลับถูกทำได้ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี
ส่วนพระเทวทัต เมื่อทราบข่าวว่าแผนการล้มเหลวอีกครั้ง ก็ยิ่งจมลึกลงในความทุกข์จากความริษยาของตนเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถูกนำมาเป็นพาหุงบทที่ 3 เพื่อแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะความดุร้ายอันรุนแรง เปรียบดังไฟป่าและสายฟ้า ไม่ใช่ด้วยการปราบปรามหรือการทำลาย แต่ด้วย เมตตา ซึ่งสามารถเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นความสงบ และเป ลี่ยนสัตว์ที่กำลังคลุ้มคลั่งให้กลายเป็นผู้สงบได้อย่างน่าอัศจรรย์
นี่จึงเป็นชัยชนะของ "หัวใจ" เหนือ "กำลัง" และเป็นหนึ่งในชัยชนะที่งดงามที่สุดในพาหุงมหากา







