น้ำตบฮาดะลาโบะต่างกันยังไง?

1/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าใครกำลังจะซื้อน้ำตบ Hada Labo แล้วติดอยู่ที่คำถามคลาสสิก “Light vs Rich ต่างกันยังไง?” อันนี้คือสรุปจากประสบการณ์ใช้และลองเทียบเนื้อจริง ๆ แบบเข้าใจง่ายค่ะ 1) Light vs Rich ต่างกันที่ “ความหนืด + ระดับความชุ่มชื้น” - Light: เนื้อจะบางกว่า ซึมไว สบายผิว เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความหนึบ หรืออยู่ในอากาศร้อน/ชื้น ใช้แล้วแต่งหน้าต่อได้ง่าย โอกาสเยิ้มระหว่างวันน้อยกว่า - Rich: เนื้อจะหนืดและเคลือบผิวมากกว่า ให้ความชุ่มชื้นแบบแน่น ๆ เหมาะกับผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ หรือวันที่อยู่ห้องแอร์นาน ๆ ถ้าผิวมันมากอาจรู้สึกหนักผิวได้ ทริคส่วนตัว: ถ้าอยากได้ความชุ่มแบบ Rich แต่ไม่อยากหนึบ ให้ใช้ Light 2 เลเยอร์ (ตบซ้ำ) แทน จะได้ผิวนุ่มอิ่มน้ำแต่ยังสบายผิวค่ะ 2) เลือกยังไงให้เหมาะกับสภาพผิว - ผิวมัน/ผิวผสม: เริ่มที่ Light ก่อน ปรับจำนวนครั้งที่ตบตามความแห้งของผิว - ผิวแห้ง/แห้งมาก: Rich จะตอบโจทย์กว่า โดยเฉพาะกลางคืน - ผิวเป็นสิวง่าย/ผิวอ่อนแอ: เลือกเนื้อที่ไม่หนักเกินไป และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ ถ้ารู้สึกอุดตันง่ายให้เริ่มจาก Light 3) สรุป “แต่ละสี” ช่วยเรื่องอะไร (ไกด์เลือกสูตร) - ขวดสีน้ำเงิน: เน้นผิวดูกระจ่างใส นุ่มชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูเฟิร์มขึ้น เหมาะกับผิวหมองคล้ำหรืออยากได้งานผิวใส - ขวดสีทอง: บูสท์ความชุ่มชื้นแบบจัดเต็ม ผิวดูอิ่มฟูและดูอ่อนวัย เหมาะกับผิวแห้งมากหรือช่วงผิวล้า - ขวดสีแดง: โฟกัสปัญหาผิวโทรม ผิวแห้งกร้าน จุดด่างดำ และริ้วรอย เหมาะกับคนที่อยากดูแลเรื่อง anti-aging - ขวดสีขาว: เติมน้ำล้ำลึก ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนละเอียด เหมาะกับผิวอ่อนแอ เป็นสิวง่าย หรือช่วงที่ผิวต้องการความชุ่มแบบปลอบประโลม - ขวดสีเขียว: ช่วยคุมมัน ลดสิว และทำให้ผิวเนียนนุ่ม เหมาะกับคนที่มันง่าย/มีสิวหรือสิวอุดตัน 4) วิธีใช้ให้เห็นผล (เช้า-เย็น) หลังล้างหน้า ใช้น้ำตบ 3–5 หยด ตบเบา ๆ ให้ทั่วหน้าและคอ ถ้าผิวแห้งให้ตบ 2 รอบ แล้วตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อ “ล็อกน้ำ” จะช่วยให้ผิวชุ่มนานขึ้นค่ะ ถ้ายังลังเล เลือกจาก “ผิวตอนนี้” เป็นหลัก: วันไหนมันและอากาศร้อนใช้ Light/สีเขียว-น้ำเงิน วันไหนแห้งหรืออยู่แอร์หนัก ๆ ค่อยหยิบ Rich/สีทอง-ขาวมาเสริม จะคุมผิวได้ง่ายสุดค่ะ

ค้นหา ·
น้ำตบ ฮาดะลาโบะ