หมัดต่อหมัด “Vaseline VS Nivea" ศึกชิงเบอร์ 1 แมสบิวตี้ ใครเจ๋งกว่ากัน? #ชีวิตติดการตลาด #Tik
เมื่อพูดถึงแบรนด์บิวตี้ที่เป็นที่นิยมในไทยอย่าง Vaseline และ Nivea ความแตกต่างไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อเสียงหรือประวัติศาสตร์ แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์และรูปแบบการตลาดที่แต่ละแบรนด์เลือกใช้ Vaseline มีประวัติยาวนานกว่า 156 ปี เป็นแบรนด์จากประเทศอเมริกาภายใต้บริษัทยูนิลีเวอร์ ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นการให้ความชุ่มชื้นลึก ช่วยฟื้นฟูผิวแห้งและแตกง่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ Nivea ก่อตั้งโดยบริษัทไบเออร์สด๊อรฟจากเยอรมัน มีอายุประมาณ 115 ปี โดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว ทั้งบำรุงและทำความสะอาด จากข้อมูลรายได้และกำไรในตลาดไทย Vaseline สามารถสร้างรายได้ถึง 4.22 หมื่นล้านบาท และมีกำไรประมาณ 6,700 ล้านบาท ในขณะที่ Nivea ทำรายได้ประมาณ 1.54 หมื่นล้านบาท กำไรประมาณ 1,300 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่และความนิยมในการบริโภคของ Vaseline ที่สูงกว่า เรื่องราคาก็มีความใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นราคาผลิตภัณฑ์โลชั่นหรือโฟมล้างหน้าสำหรับผู้ชาย ซึ่งถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ผู้บริโภคหลายคนอาจเลือก Vaseline เพราะคุณสมบัติการบำรุงที่ล้ำลึกและความเชื่อมั่นในความเป็นอเมริกันแบรนด์ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งชื่นชอบความหลากหลายและความน่าเชื่อถือในแบรนด์เยอรมันของ Nivea จากประสบการณ์ส่วนตัว การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบรนด์พบว่า Vaseline ให้ความรู้สึกผิวชุ่มชื้นและนุ่มนวลยาวนาน เหมาะกับคนที่ผิวแห้งกร้าน ส่วน Nivea มีความหลากหลายของสูตรที่ตอบโจทย์สำหรับผิวมันหรือผิวผสม และยังมีสินค้าสำหรับผู้ชายที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ดังนั้นการเลือกแบรนด์ที่เหมาะสมที่สุดจะขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความชอบส่วนบุคคล และความต้องการเฉพาะด้านด้านความงาม แต่ที่แน่ๆ Vaseline และ Nivea ต่างก็เป็นผู้นำตลาดที่มีความแข็งแกร่งและถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในใจผู้บริโภคเมืองไทย






















































