สตรีท่านสุดท้ายที่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอม

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี

มีพระนามเดิมว่า เครือแก้ว อภัยวงศ์ หรือ “ติ๋ว”

เป็นธิดาของพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์)

กับเล็ก บุนนาค

ต่อมาพระบิดาต้องไปสมรสใหม่

พระมารดาจึงย้ายกลับมาอยู่บ้านเดิม

และมีพระประสูติกาลที่บ้านคลองบางหลวง

ภายหลังพระมารดาได้ถึงแก่อนิจกรรม

พระองค์จึงอยู่ภายใต้ความดูแล

ของท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา)

ผู้เป็นยาย และเป็นผู้อำนวยการละครหลวงฝ่ายใน

ในกรมมหรสพ โดยที่พระบิดามิได้มาเหลียวแลเลย

“เครือแก้ว” จึงได้รับการฝึกฝนดุริยางคศิลป์ไทย

ในพระราชสำนักจนได้รับเลือกเป็นต้นเสียง

ทั้งยังได้แสดงละครที่เป็นบทพระราชนิพนธ์หลายโอกาส

ได้มีโอกาสร่วมแสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่อง

พระร่วง ได้รับบทเป็นสาวใช้ของนางจันทร์

เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา

ในสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระบรมราชินี

ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงแสดงเป็นนายมั่นปืนยาวซึ่งต้องมีบทพูดจา

โต้ตอบกับบรรดาสาวใช้ของนางจันทร์

ซึ่งคุณเครือแก้วก็ได้ฝึกซ้อมเต็มที่เล่นเสมือนจริง

ทำให้เคืองพระทัยสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี

พระวรราชชายา จึงโปรดให้ข้าหลวงส่งเสียงโห่ฮาขึ้น

และใช้เท้าตบพื้นพระที่นั่ง เป็นเหตุให้พระเจ้าอยู่หัว

ทรงพระพิโรธถึงกับเสด็จขึ้นทันที

ภายหลังจากการซ้อมและการแสดงละคร

พระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ

เกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีจิตประดิพัทธ์ต้องในอัธยาศัย

ของเครือแก้ว เนื่องด้วยความสุขุม ไม่ได้ตอบสนองต่อ

เหตุการณ์กระทบกระเทือนที่เกิดขึ้นจากผู้ทอดพระเนตร

และผู้ชมละคร จึงได้ทรงพระเมตตาเป็นพิเศษ

ครั้นต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้มีพระราชหัตถเลขาพระราชทานนามใหม่

แก่เครือแก้วว่า สุวัทนา พร้อมทั้งพระราชทานเข็ม

"ราม ร" ประดับเพชร

ซึ่งคุณสุวัทนาได้ใช้ประดับไว้ที่ปอยผมในวันแสดงละคร

เรื่องพระร่วง ทำให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ชมละครคราวนั้น

ว่าสตรีผู้นี้ต้องพระราชประดิพันธ์ในองค์พระเจ้าอยู่หัว

เสียแล้ว

ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2467 โปรดสถาปนา

คุณสุวัทนาขึ้นเป็น “เจ้าจอมสุวัทนา พระสนมเอก”

พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

ถือเป็นสตรีท่านสุ

ดท้ายที่ได้รับการสถาปนา

เป็นเจ้าจอมในราชวงศ์จักรี

เมื่อพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี

ทรงอภิเษกสมรสและได้รับสถาปนาเป็นเจ้าจอม

พระสนมเอกนั้น ย่อมมีความริษยาตามมา

ตามที่คุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ เล่าไว้ว่า

“เจ้าจอมมาพูดแม่ดิฉันว่า แม่เหนย มาอยู่กับฉันเถอะ

มาช่วยทำกับข้าวให้หน่อย ฉันกลัวยาเบื่อ

แม่ของดิฉันเลยปิดร้านอาหารที่ทำอยู่

และเข้าวังมาอยู่กับท่าน ถ้าร่วมโต๊ะเสวยกับล้นเกล้าฯ

ก็ไม่มีปัญหา ไม่มีอันตรายอะไรหรอก

เพราะของล้นเกล้าฯ มีคนเทียบเครื่อง

แต่ถ้าอยู่เองตามลำพังแล้ว เรื่องอาหารการกิน

ของเจ้าจอมนี่ต้องระวังมาก ไว้ใจใครไม่ได้เลย”

ภาพ : พระนางเจ้าสุวัทนาฯ และพระธิดา

เสด็จไปทรงเยี่ยมอาการป่วย ของนางเหนย กูรมะโรหิต

ข้าหลวงเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยังทรงเป็นเจ้าจอม

ที่มา : เว็บไซต์มูลนิธิเพชรรัตน - สุวัทนา

Cr.ขอขอบคุณข้อมูลความรู้ดีๆจาก FB.THAI Classic

#ป้ายยากับlemon8 #มะลิพากินพาใช้มาแชร์ #มะลิกินแอ่วนอนนวด #ป้าไม่สะดวกแก่#แอ่วประวติศาสตร์

/ViangPing Massage by Namarli マ ️ーシเวียงพิงค์นวดเพื่อสุขภาพ

ViangPing Massage by Namarli マ ️ーシเวียงพิงค์นวดเพื่อสุขภาพ
2025/11/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี หรือเดิมชื่อ "เครือแก้ว" มีพื้นเพเป็นธิดาของพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) และเล็ก บุนนาค ท่านเป็นสตรีที่ได้รับการยกย่องและสถาปนาเป็นเจ้าจอมพระสนมเอกท่านสุดท้ายในราชวงศ์จักรี ความโดดเด่นของพระนางเจ้าสุวัทนาไม่ได้มาจากฐานะทางสายเลือดเท่านั้น แต่พระองค์ยังถือเป็นผู้ที่ชำนาญด้านดุริยางคศิลป์ไทย ผ่านการฝึกฝนและได้รับบทบาทสำคัญในละครพระราชนิพนธ์หลายครั้ง ซึ่งแสดงถึงความเป็นเลิศในการตอบสนองพระราชประสงค์ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการที่พระนางเจ้าสุวัทนาได้แสดงละคร "พระร่วง" ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับบทบาทเป็นนายมั่นปืนยาว การฝึกซ้อมของพระองค์ที่เต็มที่จนเหมือนจริงนั้น ทำให้ได้รับความอุตสาหะและพระเมตตาอย่างพิเศษจากพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ พระองค์ยังมีบทบาทซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเทในด้านวัฒนธรรมและการบริการที่ต้องเผชิญกับความริษยาและความท้าทายในพระราชวัง เรื่องเล่าของคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ เกี่ยวกับการดูแลแม่เหนยและความระมัดระวังด้านอาหารของเจ้าจอมแสดงให้เห็นความซับซ้อนในชีวิตประจำวันของบรรดาหญิงในวังที่ต้องเผชิญ จากภาพถ่ายและข้อมูลจากมูลนิธิเพชรรัตน เราเห็นว่าพระนางเจ้าสุวัทนา มิใช่เพียงสตรีในราชวงศ์แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในบทบาทสำคัญที่สะท้อนความรักและความลึกซึ้งของประวัติศาสตร์ไทยผ่านสายตาของผู้คนที่ใกล้ชิดพระองค์