‘สมเด็จย่า’ จะมา

พล.ต.อ.สมศักดิ์ บุบผาสุวรรณ

อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

และอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8

ผู้เคยถวายงานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เล่าถึงที่มาของคำเรียกขาน ‘สมเด็จย่า’

ในงานนิทรรศการ “คิดถึง...สมเด็จย่า ครั้งที่ 27

: ตชด. รฦก” ณ ไอคอนสยาม

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ว่า

“เริ่มจากปี พ.ศ. 2507

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม

ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่

ท่านอยากขึ้นไปดอยอินทนนท์ ตอนนั้นไม่มีถนน

ต้องเดินเท้าขึ้นไป ท่านให้ ตชด. (ตำรวจตระเวนชายแดน)

พาขึ้นดอยอินทนนท์ ต้องประทับแรมในเตนท์

ที่บ้านผาหมอน 2 คืน ทำให้ทรงรู้จักการทำงาน

และชีวิต ตชด. หลังจากนั้นท่านทรงออกเยี่ยมฐาน ตชด."

วันหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาไปตรวจฐานเพื่อเตรียม

ความพร้อมรับเสด็จ ถาม ตชด.ในฐานว่ารู้มั้ย

ใครจะเสด็จมา

ตชด.ไม่รู้ราชาศัพท์ ก็อึ้งอยู่

แล้วบอกว่า ‘สมเด็จย่า’ จะมา

คือใช้ความรู้สึกแบบคนธรรมดา

นับถือว่าท่านมีอายุแล้ว

ผู้บังคับบัญชาก็นำเรื่องนี้มากราบทูล

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ว่า

ตชด. เรียกท่านว่า ‘สมเด็จย่า’

ท่านชอบใจนะ ท่านก็บอกว่า

‘ดีสิ ฉันจะได้มีหลานเยอะๆ’

พระองค์ท่านทรงเป็นห่วง ทรงรัก ตชด.

เหมือนลูกเหมือนหลาน

หลังจากนั้น ตชด. ก็เลยเรียกท่านว่า

‘สมเด็จย่า’ มาตลอด และคำนี้

ก็เผยแพร่ออกไปข้างนอกจนกระทั่งทุกวันนี้”

ปี 2507 จึงนับเป็นครั้งแรก

ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เสด็จประพาสหัวเมืองในประเทศไทย

และทำให้ทรงรู้จักหน่วยงาน ตำรวจตระเวนชายแดน

ทั้งในด้านการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่

ขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ 64 พรรษา

ในปีนั้นนอกจากได้ทรงขึ้นดอยอินทนนท์

ตามที่ตั้งพระทัยไว้ การทอดพระเนตร

ความทุกข์ยากของราษฎร โดยเฉพาะความเจ็บไข้ได้ป่วย

จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ในพระองค์

โดยทรงจัดตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรก

ในปี 2512 และพระราชทานนามว่า

‘หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์’

อักษรย่อ พอ.สว. (ต่อมาจดทะเบียนชื่อเป็น

มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี)

จากนั้น ตชด. ได้ถวายงานต่อเนื่อง

ในการหาพื้นที่เป้าหมายสำหรับการออกหน่วยแพทย์อาสาฯ

และจัดเฮลิคอปเตอร์รับส่งหมอ-พยาบาลอาสา

ไปยังพื้นที่เป้าหมาย เพื่อตรวจรักษาอาการเจ็บไข้

ได้ป่วยของชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงยาก

ที่มาข้อมูล

บทความ “ที่มาคำเรียกพระนาม ‘สมเด็จย่า’

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 21 ตุลาคม”

เว็บไซต์ : กรุงเทพธุรกิจ

Cr.ขอขอบคุณข้อมูลความรู้ดีๆจาก FB.THAI Classic

#ป้ายยากับlemon8 #มะลิพากินพาใช้มาแชร์ #แอ่วประวติศาสตร์ #มะลิกินแอ่วนอนนวด #ป้าไม่สะดวกแก่

/ViangPing Massage by Namarli マ ️ーシเวียงพิงค์นวดเพื่อสุขภาพ

ViangPing Massage by Namarli マ ️ーシเวียงพิงค์นวดเพื่อสุขภาพ
2025/11/27 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมนอกจากเรื่องราวคำเรียกขาน ‘สมเด็จย่า’ ที่ตำรวจตระเวนชายแดนใช้กันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 การเสด็จพระราชดำเนินขึ้นดอยอินทนนท์ครั้งนั้นยังเปิดโอกาสให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เห็นชีวิตและความลำบากของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานปกป้องชายแดนและชุมชนในพื้นที่ทุรกันดารอย่างใกล้ชิดที่ไม่ค่อยมีใครได้รับรู้ ประสบการณ์การประทับแรมในเต็นท์และการเดินเท้าขึ้นดอยที่ไม่มีถนนในสมัยนั้น ทำให้พระองค์ทรงเข้าใจถึงความยากลำบากของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ความจริงใจและความรักที่ทรงมีให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุรกันดารนี้ ต่อมาทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ หรือ พอ.สว. เพื่อช่วยดูแลสุขภาพแก่ชาวบ้านในถิ่นทุรกันดาร สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเอง คำว่า 'สมเด็จย่า' จึงไม่เพียงเป็นการเรียกขานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรักใคร่เหมือนหลานที่มีต่อผู้ใหญ่ของบ้าน คือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงเปรียบเสมือน ‘ย่า’ หรือผู้ปกป้องคุ้มครองและเป็นแรงใจสำคัญของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เรื่องราวที่เล่ามานี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ประวัติศาสตร์ แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าและความผูกพันระหว่างพระองค์กับประชาชนและผู้ปฏิบัติงานที่มุ่งมั่นรับใช้ชาติ เหมือนที่พระองค์เคยกล่าวว่า “ดีสิ ฉันจะได้มีหลานเยอะๆ” ซึ่งแสดงถึงความเมตตาและความรักอย่างลึกซึ้งที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นใจ ในฐานะคนอ่านและผู้ที่สนใจเรื่องราวเหล่านี้ เราสามารถรับรู้และซึมซับความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ที่เรียก ‘สมเด็จย่า’ อย่างภาคภูมิใจ และย้อนคิดถึงการเสียสละและความอดทนของผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้ที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจแก่หลายๆ คนจนถึงทุกวันนี้