#พราหมณ์ =พระ=อริยชน=ผู้ประเสริฐ

๑๔. น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ

โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ

โภวาที นาม โส โหติ

ส เว โหติ สกิญฺจโน

อกิญฺจนฺ อนาทานํ

ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ ๓๙๖ ฯ

เพียงเกิดในตระกูลพราหมณ์

หรือมีมารดาเป็นพราหมณ์

เราไม่เรียกเขาว่า พราหมณ์

หากเขายังมีกิเลสอยู่

เขาก็เป็นพราหมณ์แต่ชื่อ

ผู้ใดหมดกิเลสไม่ยึดมั่นถือมั่น

ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

I do not call him a brahmana

Merely because he is born of a womb

Or sprung from a brahmani.

If he is full of impediments,

He is merely a brahmana by name.

He who is free from impediments and clinging-

Him do I call a brahmana.

๑๕. สพฺพสญฺโญชนํ เฉตฺวา

โย เว น ปริตสฺสติ

สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ

ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ ๓๙๗ ฯ

ผู้ใดตัดกิเลส

เครื่องผูกพันได้หมดสิ้น

ไม่หวาดกลัว หมดพันธะ

เป็นอิสระจาก

เครื่องจองจำคือกิเลส

ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He who has cut off all bonds,

He who trembles not,

He who is free and unbound-

Him do I call a brahmana.

๑๖. เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ

สนฺทานํ สหนุกฺกมํ

อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ

ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ ๓๙๘ ฯ

ผู้ที่ตัดชะเนาะ (ความโกรธ) เชือกหนัง (ตัณหา)

เชือกป่าน (ความเห็นผิด)

พร้อมทั้งอนุสัยกิเลส

ถอดลิ่มสลัก (อวิชชา)

รู้แจ้งอริยสัจแล้ว

เราเรียกว่า พราหมณ์

He who has cut off the strap (of hatred),

The thong (of craving),

The rope (of heresies),

Together with all tendencies:

He who has thrown up the cross-bar

(ignorance)

And has realized the Truth-

Him do I call a brahmana.

๑๗. อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ

อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ

ขนฺติพลํ พลานีกํ

ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ ๓๙๙ ฯ

ผู้ใดไม่โกรธ ทนต่อการด่า

และการลงโทษจองจำ

มีขันติเป็นกำลังทัพ

ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

He who is not wrathful

Bears reviling, blows and bonds,

Whose power, the potent army, is patience-

Him do I call a brahmana.

๑๘. อกฺโกธนํ วตวนฺตํ

สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ

ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ

ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ ๔๐๐ ฯ

ผู้ใดไม่มักโกรธ ทรงศีลพรต

หมดกิเลสฝึกฝนตน

มีชีวิตอยู่ในโลกนี้

เป็นครั้งสุดท้าย

ผู้นั้น เราเรียกว่า พราหมณ์

He who is free from anger,

He who is dutiful and righteous,

He who is without craving, and controlled;

And he who bears his final body-

Him do I call a brahmana.

๑๙. วาริ โปกฺขรปตฺเตว

อารคฺเคริว สาสโป

โย น ลิปฺปติ กาเมสุ

ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ ๔๐๑ ฯ

ผู้ใดไม่ติดในกาม

เหมือนหยาดน้ำไม่ติดใบบัว

และเมล็ดผักกาด

ไม่ติดปลายเข็ม

ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์

Like water on a lotusleaf,

Like a mustard seed on a needle's point,

He who clings not to sensual pleasures-

Him do I call a brahmana.

2/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว การเข้าใจความหมายของพราหมณ์ตามคำสอนพุทธศาสนา ช่วยเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องชนชั้นและฐานะในสังคม ในชีวิตประจำวัน เราอาจเจอคนที่มีเชื้อสายดีแต่ยังเต็มไปด้วยความริษยา โลภ โกรธ และหลง ซึ่งตามเนื้อหาของบทความถือว่ายังไม่ใช่พราหมณ์แท้จริง ความเป็นพราหมณ์ในที่นี้ จึงหมายถึงการเป็นคนที่ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง เช่น ความโกรธ ความอยากได้ และความเห็นผิด ซึ่งทำได้โดยการฝึกใจและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในกิเลสเหล่านี้นำมาซึ่งความเป็นอิสระและความสงบในจิตใจ การเปรียบเทียบเช่น "น้ำที่ไม่ติดใบบัว" หรือ "เมล็ดผักกาดที่ไม่ติดปลายเข็ม" สื่อถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่นในกามคุณอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกปฏิบัติพึงพยายามเพื่อพัฒนาตนให้เป็นอริยชนที่ประเสริฐจริงๆ นอกจากนี้ การฝึกฝนคุณธรรมอย่างความอดทน ความไม่โกรธ และการมีศีลธรรมที่เคร่งครัด ยังช่วยให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายในชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างสง่างามและมีความสุขยั่งยืน ในโลกยุคปัจจุบัน การมีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์และหมดกิเลสเป็นสิ่งที่หายาก เพราะเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจและความวุ่นวาย หากเราน้อมนำหลักธรรมในบทความนี้มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน จะช่วยให้เราเติบโตเป็นคนที่ประเสริฐ มีสติปัญญา และมีความสุขอย่างแท้จริง ท้ายที่สุด การเป็นพราหมณ์จึงไม่เกี่ยวกับสายเลือดหรือเชื้อชาติ หากแต่เป็นสถานะทางจิตใจและการพัฒนาคุณธรรมที่แท้จริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ผ่านการปฏิบัติธรรมและการขจัดกิเลสในตนเอง